สำนักข่าว : NEW-NEWSVERYHOT

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ผลวิจัยชี้ ประชาชนยังแฮปปี้ นโยบาย เพื่อไทย

          


          งานหนักของพรรคเพื่อไทยยังไม่หมด หลังจากจัดตั้งตำแหน่งครม.เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาที่ต้องทำงานตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนกันอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียทีสำหรับรัฐบาลชุดใหม่
           ในบรรดานโยบายหลักๆของพรรคเพื่อไทยที่ได้กล่าวไว้กับประชาชนคือ “สิ่งแรกที่พรรคเพื่อไทยจะทำหากได้เป็นรัฐบาล คือลดภาระในเรื่องของค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มเงินเดือน ป.ตรี หรือ จะเป็นการยกเลิกกองทุนน้ำมัน ” คำพูดเหล่านี้เป็นสัจจะที่ได้ให้ไว้กับประชาชน ประชาชนจึงเลือกท่านมาเป็นรัฐบาล
           ย้อนไปเมื่อวันที่ 10 กรกฏาคม หลังการเลือกตั้ง เอแบคโพลเผยว่า ประชาชนมีมวลความสุขเพิ่มมากขึ้นและอยากให้พรรคเพื่อไทยทำสิ่งที่เคยหาเสียงไว้ “ทำทันที” ในอันดับต้นๆ ได้แก่ ร้อยละ 93.7 ต้องการให้พรรคเพื่อไทย ปราบปรามยาเสพติด รองลงมาคือ ร้อยละ 90.9 ให้สร้างความปรองดองของคนในชาติ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข อันดับที่สาม ร้อยละ 89.5 ลดราคาน้ำมันเบนซิน 6 – 7 บาทต่อลิตร และลดดีเซลลง 2 บาทต่อลิตร (เอแบคโพล : 10 ก.ค. 54)
           จนถึงวันนี้แล้วนโยบายเหล่านี้เริ่มจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังไม่ชัดเจนดังที่กล่าวไว้ตอนหาเสียง เพราะในการที่จะทำได้จริงนั้นต้องมองถึงภาพรวมต่างๆจึงต้องใช้เวลาในการทำนโยบายต่างๆให้เป็นจริงนั้นนานพอสมควรอยู่ แต่ผลวิจัยชี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงพอใจกับพรรคเพื่อไทยในการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายในสัปดาห์ที่ผ่านมา
           สำนักวิจัยเอแบคโพล เผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง การอภิปรายนโยบายของรัฐบาล กับความนิยมของสาธารณชนต่อพรรคเพื่อไทย พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 61.3 รู้สึกว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาล มีบรรยากาศเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 37.0 มีความหวังลดลงในเรื่องความปรองดองของคนในชาติ และร้อยละ 29.9 มีความหวังเพิ่มขึ้น
ส่วนนโยบายเรื่องอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน มีประชาชน ร้อยละ 54.8 เห็นว่านโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน เช่นเดียวกับนโยบายให้เงินเดือน 15,000 บาทสำหรับผู้จบปริญญาตรี ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 69.1 คิดว่า คำว่า “รายได้” กับ “เงินเดือน” มีความแตกต่างกัน สำหรับการประเมินความพึงพอใจต่อการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลได้ 6.02 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 รองลงมาคือ ผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ 5.87 คะแนน สมาชิกวุฒิสภา ได้ 5.59 คะแนน และฝ่ายค้านได้รับคะแนนประเมินน้อยที่สุด 5.56 คะแนน และประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 74.5 ให้โอกาสรัฐบาลทำงานเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป ร้อยละ 41.8 ให้โอกาสอยู่จนครบวาระ และร้อยละ 8.9 ให้อยู่ไม่เกิน 6 เดือน (เอแบคโพล: 28 ส.ค. 54)

          อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังคงต้องทำงานหนักกันต่อไปตามนโยบายที่ไห้ไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนผิดหวัง และผลงานวิจัยนี้เป็นเพียงงานวิจัยภายในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น หากต้องมองกันในระยะยาวแล้วประชาชนยังจะเห็นด้วยเห็นดีกับนโยบายดังกล่าวและสนับสนุนการทำงานของพรรคเพื่อไทยต่อหรือไม่นั้น คงต้องดูต่อไปอีกเป็นปีๆสำหรับพรรคเพื่อไทย


                                      ข่าวเชิงวิจัย เขียนโดย : นาย ธนวัฒน์ นุ่มอ่วม ตอนเรียน B1 51122760395

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คิดอย่างไรกับการแถลงนโยบายของรัฐบาล




         ศูนย์ วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า หลังจากที่ได้ฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาฯแล้ว พบว่า ร้อยละ 35.6 รู้สึกพอๆ กับที่คาดหวังไว้ก่อนการแถลงผล ดีกว่าที่คาดหวังร้อยละ 19.0  แย่กว่าที่คาดหวังร้อยละ 13.5  และไม่ได้คาดหวัง ร้อยละ 31.9
         ประชาชนมีความเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่สามารถทำให้เห็นผล
ชัดเจนเป็นรูปธรรมได้ในปีแรกมีเพียงนโยบายเดียวคือ   นโยบายด้านความสัมพันธ์กับประเทศ
เพื่อนบ้านและนานาประเทศ

        ทั้งนี้ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการทำหน้าที่ในสภาฯ  ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  ผู้นำฝ่ายรัฐบาลได้ 6.61 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.27 คะแนน   ฝ่ายรัฐบาลได้ 6.39 คะแนน   ฝ่ายค้านได้ 5.16 คะแนน  ประธานสภาฯได้ 6.29 คะแนน  และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ 5.88 คะแนน
แต่สำหรับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล และการอภิปรายของฝ่ายค้าน จำนวนทั้งสิ้น 1,352 คน สรุปว่า ความมั่นใจของประชาชนต่อโครงการสำคัญๆ ของรัฐบาลหลังการแถลงนโยบาย เมื่อถามถึงการเพิ่มค่าจ้างให้แก่แรงงาน 300 บาทต่อวัน ทันที 42.14% ไม่ค่อยมั่นใจ เพราะมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง ,อาจส่งผลต่อแรงงานไทย หันไปใช้แรงงานต่างด้าวแทน ฯลฯ 22.26% ค่อนข้างมั่นใจ เพราะ รัฐบาลคงไม่ต้องการที่จะเสียคำพูดหรือสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน, เป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมแล้ว ฯลฯ 19.28% ไม่มั่นใจเลย เพราะ มีหลายฝ่ายคัดค้าน ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ฯลฯ 16.32% มั่นใจมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานต่างเฝ้ารอการปรับขึ้นค่าแรง, เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้สัญญาไว้ ฯลฯ

        จากผลการสำรวจตามโพลต่างๆจะเห็นได้ว่าประชาชนโดยทั่วไปมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ทั้งนี้ประชาชนโดยส่วนใหญ่ได้เลือกที่จะให้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงานเเล้วก็ต้องยอมรับการทำงานของรัฐบาลต่อไป เเต่ผลการสำรวจต่างๆที่กล่าวถึงนั้นจะเป็นแนวทางและเป็นการแสดงถึงทัศนคติของประชาชนให้รัฐบาลทราบว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่นั้นมีความคิดเป็นอย่างไร และสามารถนำไปปรับใช้ แก้ไขปัญญาหาต่อไป



ข่าวเชิงวิจัย (นางสาว ไข่มุก พรเลิศนิมิตร รหัส 51122760377 ตอนเรียน B1)

ความหวังครั้งใหม่กับครม.ยิ่งลักษณ์ (แก้ไข)

                                       

คณะรัฐมนตรีชุด ใหม่พร้อมสร้างผลงานพิสูจน์ศักยภาพ เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ หลายฝ่ายต่างจับจ้องการทำงาน ทำให้ได้อย่างพูด .....
   
                 ลงตัวเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ ครม.ใหม่ ในรัฐบาลภายใต้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังจากการนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทั้ง 35 คน เดินทางเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ภายหลังการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ 1” แล้ว ก็ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วนของสังคม ทั้งเบื้องหลังที่มา หน้าตา และความสามารถของรัฐมนตรีแต่ละคนอย่างกว้างขวาง  
                แต่ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้นจากการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฏรครั้งล่าสุด รวมถึงคะแนนความเห็นชอบที่ได้รับจากการลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ มากถึง 296 เสียง แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังของประชาชนชาวไทยว่าต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบแนว ทางในการบริหารพัฒนาประเทศ โดยหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ดูแลแก้ปัญหาให้ตรงจุด และคาดว่าจะสามารถทำงานได้ดีกว่ารัฐบาลชุดก่อน   
                จากนี้ต่อไปทุกสายตาจะเริ่มจับจ้องการทำงานของรัฐบาลใหม่ว่าจะสามารถทำได้ ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงหรือ ไม่ และต้องมีการเตรียมมาตรการรองรับนโยบายที่จะนำไปใช้จริง เพื่อพิสูจน์ศักยภาพในการทำงานของตนเองและผลักดันข้อครหาเรื่องความโปร่งใส อย่างแท้จริง
               
                นางสาวบัณพร บรรณฑิต  ให้ความเห็นว่า ครม.ชุดใหม่ มีการวางตัวที่ไม่เหมาะสมในบางกระทรวง และอยากให้มีมาตรฐานในการจัดวางตำแหน่งให้เหมาะกับความสามารถของบุคคล เพื่อจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
               “ บางคนเป็นมือใหม่ซึ่งเราไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นผลงานที่ออกมา  บางคนก็มีความโดดเด่นในเรื่องหนึ่งแต่กลับมาปรากฏชื่อในตำแหน่งรัฐมนตรี อีกกระทรวงหนึ่ง จากประเด็นนี้จึงทำให้หลายคนเกิดคำถามและตั้งข้อสงสัยขึ้นมา  ซึ่งปรากฏว่าเค้าไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อนเลย เพราะเหตุนี้ก็เลยเกิดความสงสัยว่าด้วยคุณสมบัติอะไรถึงได้มาอยู่ในกระทรวง นี้ ผิดฝาผิดกระทรวงไปรึเปล่า แต่ว่าถ้าพูดในความเป็นกลางก็คือ ต้องให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ได้ทำงานก่อน ต้องดูว่าเค้าจะทำงานได้ดีมากน้อยแค่ไหน อาจจะทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ก็ได้หรือไม่ได้ดั่งใจคิดก็ไม่รู้ เรื่องนี้จึงต้องใช้เวลาในการทำงาน เราถึงจะรับรู้ได้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีประสิทธิภาพอย่างไร สามารถทำให้ประเทศชาตินั้นดีขึ้นรึเปล่า นางสาวบัณพรกล่าว
               ทางด้าน นางสาวบุษกร สุวรรณโชติ นักศึกชั้นปีที่4 ซึ่งเป็นตัวแทนในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งกล่าวว่า  “ไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากมายกับครม. ชุดนี้เท่าไหร่  เราต้องให้เวลากับรัฐบาลชุดใหม่นี้ก่อน เพราะว่าเราก็ยังไม่รู้ว่าใครทำงานดีแค่ไหน ประสบการณ์เป็นอย่างไร ควรที่จะต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ถึงจะรู้ได้ว่าครม.ชุดนี้นั้นดีอย่างไร เพราะผลงานเป็นตัวพิสูจน์ที่ดีที่สุด
                ในขณะที่ นายอดิศักดิ์  ปานอำพันธ์พงษ์ พ่อค้าขายอาหารตามสั่งเขตจรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ อีกทั้งยังสนับสนุนพรรคประชาธิปปัตย์ และอยากให้คุณอภิสิทธิ์ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป เนื่องจากคุณยิ่งลักษณ์นั้นไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อนและรายชื่อคณะ รัฐบาลชุดนี้ก็เป็นบุคคลที่มีข้อต้องสงสัยกันมาแล้วทั้งนั้น
    “ ผมคิดว่า นายกคนใหม่อาจจะอ่อนประสบการณ์ ทำให้การทำงานมีความล่าช้า ไม่สามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ส่วนตัวของผมสนับสนุนการทำงานของพรรคคุณอภิสิทธิ์ซะมากกว่า ผมอยากจะฝากบอกถึงคุณยิ่งลักษณ์และคณะรัฐบาลยิ่งลักษณ์1ด้วยว่า ขอให้เข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติด้วยความตั้งใจจริง เพื่อความสงบสุขของพี่น้องชาวไทย และทำตามนโยบายของพรรคที่ตั้งไว้ให้ได้
   
                หลังจากมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนล่าสุด และ จัดตั้ง ครม. ยิ่งลักษณ์1 อย่างเป็นทางการ ก็ก่อเกิดกระแสความคิดมากมาย ทั้งจากกลุ่มคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกคนล้วนคาดหวังไปในทิศทางเดียวกันคือ หวังให้ประเทศไทยกลับมาสามัคคีก ภายใต้ร่มเงาพระเจ้าอยู่หัว  มีความเจริญทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ รวมถึงการพัฒนาระบบการบริหารที่โปร่งใสเป็นธรรม และหวังว่าจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง
  
                                                                                       น.ส. ไข่มุก  พรเลิศนิมิตร รหัส 51122760377 B1 (แก้ไขงานค.ร.ม)

ความหวังและนโยบายที่ท้าทายของนายกฯยิ่งลักษณ์


หลังจากที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ต่างก็มีประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนโยบาย การบริหารประเทศและเศรษฐกิจ ว่าจะพัฒนาไปทางใดหรือรูปแบบใด ที่ผ่านมาล่าสุดก็มีได้มีการจัดตั้งตำแหน่งให้กับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำให้ความคิดเห็นของประชาชนมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดการสำรวจโพลต่างๆ เกี่ยวกับรัฐบาลขึ้น เพื่อความถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐบาล

นิด้า ได้จัดทำนิด้าโพลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง ความคิดเห็นต่อรัฐมนตรีที่ตนรู้จักและรัฐบาลยิ่งลักษณ์
พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่ารัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ ตามลำดับ ดังนี้

1. ปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้องได้ร้อยละ 56.65
2. การแก้ปัญหายาเสพติด ร้อยละ 55.8
3. ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 51.21
4. ความไม่สามัคคีของคนในชาติ ร้อยละ 34.09
5. การทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 24.12
6. ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 13.85
ส่วนระดับความเชื่อมั่นในเรื่องความสามารถในการแก้ไขปัญหา และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จากคะแนนเต็ม 10 ได้ 6.59 คะแนน
จากผลสำรวจนี้เป็นเพียงแค่การสุ่มสำรวจจากประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่แนวโน้มก็โน้มไปทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลักตามความคาดคิดของประชาชน และในเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องนี้ ทำให้นโยบายด้านค่าแรงนั้นเป็นที่จำตามองเป็นประเด็นต่อมา อ้างอิงจากสวนดุสิตโพลนั้น ประชาชนส่วนมากไม่มั่นใจถึงร้อยละ 42.14% ที่ค่าแรงจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน และร้อยละ 44.38% ก็ไม่มั่นใจในการเพิ่มเงินเดือนให้กับผู้สำเร็จปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน เช่นกันเพราะจากเหตุผลจากการสำรวจนั้น จะได้ความคิดเห็นว่า การเพิ่มค่าแรงเป็นการสร้างภาระให้กับหน่วยงาน และผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ซึ่งนโยบายนี้เป็นนโยบายที่ท้าทายมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้ แต่ก็สร้างความไม่มั่นใจของประชาชนไปเกือบครึ่ง
อย่างไรก็ตาม หลายๆ ประเด็นในตอนนี้จากโพลและผลสำรวจต่างๆ น่าจะเป็นแรงผลักดันให้นายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งในการบริหารประเทศให้ได้ผลดีที่สุด เพื่อสร้างความยอมรับจากสังคมให้ยอมรับและเชื่อมั่นต่อไป

ข่าวเชิงวิจัย น.ส.วีรวรรณ  เทพมงคล ตอนเรียน B1 รหัส 51122760386

ผลโพลชี้ รัฐบาลต้องเน้นความปรองดอง

พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการแถลงข่าวถึงเรื่องนโยบาย เป็นนโยบาย เร่งด่วนที่โดยทางพรรคเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรเข้ามาแก้ไข
เปิดเผยข้อมูลแล้วสำหรับ นโยบาย เร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือที่เรียกกันว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 โดยทางพรรคเพื่อไทยได้ทำเอกสารและได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 โดยแบ่งนโยบายเร่งด่วนออกเป็น 8 ประเภท
1.   นโยบาย เร่งด่วนจะเริ่มทำทันทีในปีแรกคือสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ  แก้ไขปัญหายาเสพติด ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา และเร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมือง
2. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ พัฒนาและเสริมสร้าง  ระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง
3.     นโยบายเศรษฐกิจ
4.     นโยบายคุณภาพชีวิต
5.     นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6.      นโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
7.      นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
8.      นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
โดยทางพรรคยังเน้นด้วยว่า นโยบายเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องมีการเสริมสร้างจิตสำนึกประชาชนในชาติให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน โดยการเชิดชู ปกป้อง ไม่ให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้
และการเปิดเผยข้อมูลนี้ทางสวนดุสิตโพลของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้มีการทำผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการแถลงข่าวนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,108 คน ผลออกมาว่า จากคะแนนเต็ม 10 คะแนนประชาชนให้คะแนนรัฐบาล 5.61 คะแนน และให้ฝ่ายค้าน 5.38 คะแนน 62.79% สิ่งที่ประชาชนได้รับจากการแถลงนโยบายในครั้งนี้คือมีความชัดเจนในรายละเอียดของนโยบาย เข้าใจนโยบายมากขึ้น รู้ถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาล แต่ในทางกลับกัน 60.38% สิ่งที่ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายจากการแถลงนโยบายคือ การโต้เถียง ทะเลาะกันไปมา มีการประท้วงจนจับใจความ
นโยบายที่เห็นได้ชัดของรัฐบาลชุดนี้คือเรื่องการปรองดอง การสมานฉันท์ของคนในชาติ การปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น เป็นนโยบายแรกที่รัฐบาลจะเข้ามาแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยนายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า จากผลสำรวจเชิงวิจัยเรื่องความหวังต่อความปรองดองของคนในชาติ กรณีศึกษาของประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัด พบว่า ร้อยละ 62.4 ต้องการให้รัฐบาลเน้นอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการ แนวทางการสร้างความปรองดองที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และ ร้อยละ 47.94 ต้องการให้ฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องความเป็นไปได้ของนโยบายและวิธีปฏิบัติ และในเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 55.02 ต้องการให้รัฐบาลอภิปรายเรื่องจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรมของข้าราชการและนักการเมือง ส่วนร้อยละ 72.22 ต้องการให้ฝ่ายค้านอภิปรายเน้นการตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมือง
อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเป็นนโยบายเร่งด่วนหรือนโยบายอื่นๆ เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขและทำให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ต้องไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อประชาชนหรือความมั่นคงของชาติ                                                   
ข่าวเชิงวิจัย : นางสาวกฤษณี  อังคสุทธิพงษ์  ตอนเรียน B1  รหัส 51122760385


ขึ้นค่าแรง 300นโยบายนี้จะได้ “ดี” หรือ ได้ “เสีย”

                                          
           จากนโยบายขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาทของพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องทางด้านผลกระทบทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นตามมาทั้ง ข้อดีและข้อเสียที่ควรระวัง ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องศึกษาหาแนวทางในการดำเนินงานทางนโยบายขึ้นค่าแรงนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
          สืบเนื่องจากนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาทนั้นเป็นนโยบายที่หลายฝ่ายเล็งเห็นว่าจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจให้คึกคักอีกครั้ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาพเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้หากมองกันในอีกมุมหนึ่งนโยบายดังกล่าวยังมีข้อควรระวังหลายประการไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิต และการจ้างงานน้อยลง
         
          นิด้าโพลเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มี ผลดี และ ผลเสีย ของนโยบาย "ค่าแรง 300 บาท" ผลดีของนโยบาย "ค่าแรง 300 บาท" พบว่า ร้อยละ 53.91 แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.26 แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ร้อยละ 07.43 มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เงินตราหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
ผลเสียของนโยบาย "ค่าแรง 300 บาท" ร้อยละ 50.78 ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตาม ร้อยละ 15.81 ธุรกิจ / ผู้ประกอบการ อาจขาดทุน ยกเลิกกิจการ ร้อยละ 09.47 อัตราคนว่างงานเพิ่ม นายจ้างลดพนักงาน
          ทางด้านนายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ นักวิชาการด้านแรงงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ นักวิชาการจากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งต่างออกมายืนยันตรงกันว่า นโยบายนี้สามารถทำได้ แต่ต้องทำควบคู่กับการควบคุมราคาสินค้า เพราะที่ผ่านมา นายจ้างฉวยโอกาสนำต้นทุนจากการปรับขึ้นค่าจ้าง ร้อยละ 3 มาปรับเพิ่มราคาสินค้าที่ ร้อยละ 10-15
          ขณะ เดียวกัน นอกจากมาตรการลดหย่อนภาษีรัฐบาลชุดใหม่ควรหามาตรการอื่น มาสร้างแรงจูงใจ เช่นจัดตั้งกองทุนดอกเบี้ยต่ำ ปล่อยกู้ให้กับนายจ้าง ในการสร้างหอพักใกล้กับสถานประกอบการ เพื่อประหยัดค่าเดินทางและค่าที่พักของลูกจ้าง ในกรณีที่ไม่สามารถจ่ายค่าจ้างได้ถึง 300 บาท และจากการวิเคราะห์มั่นใจว่า หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างจริง จะมีการปลดคนงานน้อย เพราะหาคนงานยาก และการปรับค่าจ้างควรเร่งทำภายใน 6 เดือน
          นอกจากนี้เครือข่ายองค์กรแรงงานเรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราเดียวกันทั่ว ประเทศ หรือตามกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นประจำทุกปี รวมทั้งให้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งมีตัวแทนจากทุกฝ่าย มาร่วมทำงาน เพื่อหาแนวทางในการทำนโยบายค่าจ้าง 300 บาทให้เป็นความจริง

          อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องศึกษานโยบายอย่างละเอียด ในการวางแผนการดำเนินงานอย่างรอบคอบเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้ได้นโยบายที่สมบูรณ์สามารถช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานได้จริงและเกิดผลกระทบตามมาน้อยที่สุด

                      
                            ข่าวเชิงวิจัย : เขียนโดย นางสาวนุชนาฎ สุทธิวารี ตอนเรียน B1 51122760098

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ครม.ใหม่ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1(แก้ไขงาน)



“ ดิฉันพร้อมจะทุ่มเท มุ่งมั่นอย่างเต็มที่และอุทิศตน เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป ” นี่คือคำประกาศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ของประเทศไทย ถือเป็นสัญญาประชาคมที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ไว้กับประชาชนเป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา
                ที่สำคัญ หลังจากมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุด “ ยิ่งลักษณ์1 ” โฉมหน้า ครม. ที่ออกมาถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า วางตำแหน่งผิดตัว และวางคนไม่เหมาะสมกับงาน ทำให้นายกรัฐมนตรีออกมาอ้อนวอน ให้ประชาชนเปิดโอกาสและยอมรับกับคณะรัฐมนตรีที่รับตำแหน่งด้วย ซึ่งทุกๆ คนพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาให้กับสังคมและประเทศให้ดีขึ้น
                แต่ตำแหน่งที่นายกรัฐมนตรีเลือกไว้ให้คณะรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นไปตามคาดของหลายๆ ฝ่าย ว่าจะต้องมาจากคนใกล้ชิด และผู้ที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกตั้งให้อย่างแน่นอน ประชาชนจึงอยากให้ทุกๆ คนทำงานอย่างเต็มที่ ไม่แบ่งพรรคแบ่งฝ่ายกันเหมือนดั่งเช่นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
                นายไพบูลย์ เทพมงคล อดีตรองผู้อำนวยการ กฟผ. กล่าวว่า “ อยากให้ ครม.ชุดใหม่นั้นทำงานให้เต็มที่ ให้สมกับที่ได้ตำแหน่งมา ดูแลและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าเหมือนนโยบายที่เคยประกาศไว้ เพราะตอนนี้สังคมไทยกำลังต้องการกำลังใจจากรัฐบาล ที่ผ่านมานั้นเจอแต่ภาวะแบ่งข้างกัน ทำให้ประชาชนนั้นขาดความมั่นใจกับรัฐบาล แต่เมื่อมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาก็อยากจะให้เปลี่ยนทุกอย่างใหม่ให้ดีขึ้น ไม่กลับไปมีปัญหาเหมือนที่เคยผ่านมาอีก ”
                ทางด้าน นางสาว ธัญญ์วรัตน์ จันทวิวัฒน์ ผู้บริหารงานการตลาด บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “ ครม.ชุดใหม่นี้ น่าจะช่วยเศรษฐกิจให้ดีขึ้นจากเดิมได้มาก เพราะเป็นการเลือกตำแหน่งใหม่ขึ้นมา จึงน่าจะมีความคิดที่ต่างจาก รัฐบาลชุดก่อนที่เศรษฐกิจนั้นเกิดปัญหาตกต่ำลง แต่อีกด้านหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่ดึงนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการฑูตและการต่างประเทศเข้ามารับตำแหน่งนั้น น่าจะพิจารณาให้รอบคอบมากกว่านี้ ”
                สุดท้าย นางฮวย พ่วงแตง แม่ค้าขายกล้วยปิ้งย่านบางกรวย กล่าวว่า “ ไม่ค่อยถูกใจเลย กับครม.ชุดใหม่ ซึ่งมีแต่คนที่ใกล้ชิดกับทักษิณ ชินวัตร อยากให้ฝ่ายอื่นเข้ามาทำงานบ้าง ไม่ใช่มาเพียงแค่ฝ่ายเดียว เลยไม่อยากคาดหวังอะไรมาก คงได้แต่คอยดูอยู่อย่างนี้ และอยากให้ครม.ยิ่งลักษณ์ ทำตามนโยบายต่างๆ ที่กล่าวไว้ ให้ได้จริงๆ ไม่อยากให้มีการแบ่งฝ่ายกันอีกแล้ว ดูแล้วรู้สึกประเทศจะดูแย่ลง และอยากให้ทำงานอย่างเต็มที่ให้เหมาะสมกับตำแหน่งทุกคน ”
                จากการที่นายกรัฐมนตรีนั้นได้เปิดเผยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็มีทั้งประชาชนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ประชาชนคิดตรงกันคือ อยากให้รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ เลิกแบ่งฝ่าย และช่วยกันพัฒนาเศรษฐกิจตอนนี้ให้ดีขึ้น ทำตามนโยบายที่กล่าวไว้ให้ได้ตามความคาดหวังของทุกคน จากนี้ประชาชนจะจับตามองดูตลอดและหวังว่าคณะทุกคนจะทำให้ดีที่สุด

น.ส. วีรวรรณ  เทพมงคล ตอนเรียน B1 รหัส 51122760386

ครม.ชุดใหม่ กับปัญหาที่ยังรอคอยการแก้ไข

          นายกรัฐมนตรีหญิง นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดตำแหน่งลงตัวเสร็จสิ้นแล้ว สำหรับคณะรัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารงานในกระทรวงต่างๆ

          ในการคัดเลือก คณะรัฐมนตรี ชุดนี้ นายกรัฐมนตรีได้เผยว่า ได้พิจารณาด้วยตนเองอย่างถี่ถ้วน ทั้งคุณสมบัติ และความเหมาะสมของแต่ละคนในการเข้ามาบริหารงาน การจัดตำแหน่งครั้งนี้ถือเป็นการบริหารการเมืองมากกว่าความตั้งใจที่จะมาบริหารประเทศ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า ขอโอกาสให้ ครม.และฝ่ายบริหารได้เริ่มทำงานก่อน อย่าดูแค่เฉพาะตัวบุคคล แต่อยากให้ดูเป็นภาพรวม
          สำหรับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ เมื่อได้มีโอกาสเข้ามานั่งทำหน้าที่แล้ว คงจะนิ่งนอนใจกันไม่ได้อย่างแน่นอนเพราะยังมีปัญหาที่ยังรอคอยการแก้ไขอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หรือแม้จะปัญหาต่างๆภายในประเทศก็ตาม ปัญหาแหล่านี้ล้วนยังรอการแก้ไขอยู่ คงต้องทำงานหนักกันเลยทีเดียว

          บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊กส์ นางสาวพรพิมล อริยวัฒนากร กล่าวว่า เมื่อได้เห็นการจัดตำแหน่ง ครม. ชุดนี้แล้ว เรื่องของเศรษฐกิจเป็นที่น่าไว้วางใจ เนื่องจากคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว ย่อมต้องมีความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างดี และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ทั้งในด้านตลาดเงินและตลาดทุน มีประสบการณ์การทำงานทั้งกับธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จึงสามารถบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคได้เป็นอย่างดี และเป็นที่ยอมรับ เมื่อได้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นที่น่าเชื่อถือ มาบริหารจัดการเช่นนี้ เศรษฐกิจของประเทศก็สามารถเดินหน้าได้ไม่ยากค่ะ ส่วนในด้านอื่นๆทั้ง กระทรวงICT กระทรวงศึกษา หรือแม้กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ ซึ่งได้บุคคลที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน คงต้องเป็นที่จับตามองของประชาชนอย่างแน่นอน
         ทางด้านนาย ธนวัฒน์ นุ่มอ่วม นักษาศึกษาชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต กล่าวว่า สำหรับปัญหาด้านเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ผมคิดว่าน่าจะมีการบริหารด้านเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ดีเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นคนมีความสามารถ มีประสบการณ์ในด้านนี้โดยเฉพาะอยู่แล้ว ผมว่าการบริหารด้านเศรษฐกิจไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก แต่เป็นห่วงด้านอื่นๆไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้บุคคลที่ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนเข้ามาทำงานอาจจะมีปัญหาติดขัดในการทำงานอย่างแน่นอน แต่ผมก็มีความคาดหวังว่าบุคคลหน้าใหม่ๆเหล่านี้น่าจะทำงานกันได้ดีกว่าหน้าเก่าๆ เพราะประชาชนคนไทยก็อยากเห็นหน้าใหม่ๆเข้ามาทำงานกันอยู่แล้วผมว่าคงต้องให้เวลาพวกเขาพิสูจน์ตัวเองในการบริหารงานกันไปก่อนสัก 1 ปี แล้วเรามาดูผลงานกันว่าพวกเขาจะทำออกมาได้ดีอย่างที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่
          ในขณะเดียวกัน นาง จุฑารัตน์ ทรงเดช เจ้าของธุรกิจส่วนตัว กล่าวว่า ดิฉันคิดว่า ครม.ชุดนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่น่าเชื่อถือแต่จะมีเพียงส่วนเล็กๆเท่านั้นที่คิดว่าไม่น่าจะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ โดยเฉพาะ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ไชยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านนี้ต้องเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน เพราะดิฉันก็ไม่เห็นด้วย และยิ่งข่าวที่ออกมาเร็วๆนี้ ที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณทักษิณ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเลย พึ่งเข้ามารับตำแหน่งแท้ๆ กลับไปใช้อำนาจหน้าที่ในทางผิดๆ  คุณยิ่งลักษณ์คงต้องแก้ปัญหาข้อวิพากษ์วิจารณ์ข้อนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะโดนว่าว่าเป็นรัฐหุ่นเชิดเอาได้ และเรื่องของปัญหาต่างๆที่รอคอยการแก้ไขคงไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อยากให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีความซื่อสัตย์และมีความขยันต่อหน้าที่การงาน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีความหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้

          อย่างไรก็ตามการเข้ามาบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ประชาชนมีความคาดหวังว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่มีอยู่ได้ ฉะนั้นในการจัดตำแหน่งคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ต้องตอบโจทย์ปัญหาต่างๆเหล่านี้ให้ได้ มิฉะนั้นก็คงจะเจอกับเหตุการณ์แบบที่ผ่านๆมาทีประชาชนทุกคนคงไม่อยากจะให้เกิดขึ้นอีก

                                    นาง นุชนาฎ สุทธิวารี ตอนเรียน B1 51122760098 (งานแก้ ครม.)

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความหวังที่(ต้อง)ไม่สิ้นหวังกับครม.ยิ่งลักษณ์

หลังจากที่ทุกคนจับตาดูคณะรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก็ได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา
เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่าใครจะได้ขึ้นมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี สุดท้ายแล้วก็มาลงเอยที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ที่ในตอนแรกนั้นไม่มีชื่อของ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง อยู่ในโผลคณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีวันทอดทิ้งผู้ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน โดยนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีควบคู่กับ พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ
การได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนทั่วทั้งประเทศอย่างท่วมนั้นยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จนอกจากจะพิสูจน์กันด้วยผลงานที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาแก้ไข และนายกรัฐมนตรียังอ้อนวอนให้ประชาชนเปิดโอกาสให้ตนได้เข้ามาบริหารประเทศและได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าต่อไป
โดยนางมนัสวี แม่บ้าน ผู้ที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงและหวังว่าประเทศจะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ได้ให้สัมภาษณ์กับเราว่า : “ ทุกวันนี้ก็เป็นแค่แม่บ้านที่หาเช้ากินค่ำ เงินเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไร อยากขอให้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้มันดีขึ้น อยากให้ข้าวของเครื่องใช้ถูกลง เพราะทุกวันนี้ทำงานก็แทบจะไม่มีเงินเหลือเก็บเลย
ทางด้าน นายอนุสรณ์ ผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว กล่าวว่า : “ สิ่งแรกที่อยากให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น อย่างอื่นก็จะดีขึ้นตามกันมา ไม่ว่าจะเป็นการประกันราคาข้าวก็ดีหรือเงินเดือนป.ตรี 15,000 บาทก็ดี สิ่งที่ท่านนายกฯได้พูดไว้ก็อยากจะช่วยทำให้สำเร็จเพราะคนที่รอความหวังจากท่านนายกฯก็มีอีกเยอะ อยากเห็นประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ
การศึกษาในปัจจุบันถือว่าเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศของเรามีการพัฒนามากขึ้น โดยมี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  และความคิดเห็นจากผู้ที่ให้ความรู้แก่เด็กไทยอย่าง นางสาวนันทวัน คุณครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี กล่าวไว้ว่า : “ อยากให้มีการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ให้ความรู้เข้าถึงนักเรียนได้มากขึ้น การให้ทุนเรียนฟรีแก่เด็กๆก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะว่าเด็กที่อยากเรียนแต่ไม่มีเงินมาเรียนก็มีเยอะมาก
จากความคิดเห็นของประชาชนที่มีหน้าที่การงานที่ต่างกันจะมีอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่า อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น การแก้ปัญหาข้าวของแพงขึ้นเป็นสิ่งที่ทุกคนวอนขอให้ช่วยแก้ไข อย่างไรก็ดีประชาชนได้ให้โอกาสเข้ามาบริหารประเทศแล้วแต่ก็ต้องพิสูจน์ว่าผลงานนั้นคุ้มค่ากับที่เขาได้เลือกมาหรือไม่

 (แก้ไขงาน ครม.) เขียนโดย นางสาวกฤษณี อังคสุทธิพงษ์ ตอนเรียน B1 รหัส 51122760385

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จับตามอง ครม. ยิ่งลักษณ์


นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการเลือกคณะรัฐมนตรีเข้ามานั่งเก้าอี้บริหารงานในฝ่ายต่างๆของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำทัพของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย  
                เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ได้ส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรีให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำเสนอต่อสำนักราชเลขาธิการดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ และเชื่อว่าประชาชนน่าจะพอใจกับรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพราะตนได้พิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมขอให้ประชาชนให้โอกาส คณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้เข้าไปทำงานก่อน
                สำหรับรัฐบาลชุดนี้ การที่ได้มาเป็นรัฐบาลส่วนใหญ่ก็มาด้วยความคาดหวังจากประชาชน ที่เทคะแนนให้อย่างถล่มทลายไม่ว่าจะในด้านของนโยบายต่างๆ หรือจะเป็นคะแนนที่มาจากผู้ผิดหวังจากการทำงานของรัฐบาลชุดเก่าก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากจะเห็นคนใหม่ๆเข้ามาทำงานจึงมีความคาดหวังว่าโฉมหน้า ครม.(คณะรัฐมนตรี)ที่ออกมา จะทำงานในหน้าที่ของตนเองกันอย่างเต็มที่
                นางวันดี แก้วจีนพนักงานบริษัท กล่าวว่า :  ดิฉันหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่ของคุณยิ่งลักษณ์   ชินวัตรจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนให้ดีขึ้นและทำให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถฟื้นตัวได้ และสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในประเทศ ทำให้เกิดความปรองดองรู้รักสามัคคีไม่แบ่งฝ่ายไม่แบ่งสีเพราะเราทุกคนคือคนไทยควรหันหน้ามาร่วมมือช่วยกันแก้ไขและบริหารประเทศให้ก้าวไกลดีกว่าที่จะมานั่งทะเลาะกันแบบแต่ก่อน และดิฉันก็คิดว่าการที่เรามีนายกฯเป็นผู้หญิงที่มาจากการเลือกของประชาชนกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะช่วยกันผลักดันระดมมันสมองแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศไปในทางที่ดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเราควรจะให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ทำหน้าที่ของแต่ละคนก่อน
                ในขณะเดียวกัน ข้าราชการรายหนึ่ง ได้กล่าวว่า : จากการที่ได้เห็นโฉมหน้า ครม. ชุดใหม่นี้ ตนคิดว่าน่าจะทำงานกันได้ดี โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจ เป็นที่แน่นอนเมื่อได้คนมีประสบการณ์ คนที่ถนัดได้การบริหารด้านนี้เข้ามาทำงานย่อมมีผลทำให้การทำงานเป็นไปได้ด้วยดีไม่น่าจะติดขัดอะไร ในด้านของกระทรวงกลาโหม ก็คิดว่าน่าจะเหมาะสมเพราะเป็นคนมีความรู้มีความสามารถในด้านนี้โดยตรงอยู่แล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ที่น่าจะจับตามองก็คือกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ไชยกุล เข้ามารับหน้าที่ ซึ่งไม่ค่อยจะมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน และยังต้องมารับงานที่ค้างคาอยู่ในเรื่องของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ผมก็หวังว่าเขาจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ส่วนตำแหน่งของครม.ในด้านอื่นๆก็คงต้องให้โอกาสพวกเขาได้ทำงานกันไปก่อน ข้าราชการรายหนึ่งกล่าว
                ทางด้านนางพัชรินทร์ แม่ค้าขายขนมย่านบางใหญ่ เผยว่า : ส่วนตัวตนไม่ค่อยชอบรัฐบาลชุดนี้เท่าไหร่ เพราะเป็นน้องของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่มีประวัติด่างพร้อยในการบริหารประเทศ แต่ถ้าจะถามถึงโฉมหน้าของ ครม. ชุดนี้ นางพัชรินทร์กล่าวว่า ไม่อยากได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นคนนี้เพราะเป็นคนสนิทชิดเชื้อกับ คุณทักษิณ ชินวัตร กลัวว่าจะเอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกันโดยเฉพาะเรื่องของการคืนพาสปอร์ตตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะยังมีคดีที่ดินย่านรัชดาอยู่ และเรื่องเป็นอยู่ของประชาชนเหมือนกันเดี๊ยวนี้ข้าวของมันแพงไปหมด จะขึ้นค่าขนมค่าของกินที่ขายก็เป็นไปไม่ได้เพราะต้องขายเด็กๆในโรงเรียนจึงอยากให้เร่งรีบแก้ไขปัญหานี้โดยด่วนอย่าให้มันแพงไม่กว่านี้เลย รับไม่ไหว กำไรหดหาย แต่ทั้งนี้แล้วได้เขามาเป็นรัฐบาลแล้วก็ต้องยอมรับ แล้วก็อยากให้พวกเขาทำหน้าที่ของแต่ละกระทรวงให้ดีๆ อนาคตพวกเราชาวบ้านคนไทยทุกคนอยู่กับพวกคุณ คุณจงทำหน้าที่บริหารประเทศให้ดีๆ ให้เจริญก้าวหน้าไปข้างหน้า  อย่าทำผิดพลาดเหมือนแต่ก่อนและไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบที่ผ่านๆมา

จากการที่ประชาชนได้เห็นโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไปแล้ว ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลชุดนี้ก็มาจากเสียงส่วนมากของพี่น้องประชาชนไทย เราในฐานะคนไทยที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องยอมรับ และเฝ้าจับตามองการทำงาน ไม่ว่าจะทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปัญหาชายแดน หรือแม้กระทั่งปัญหาภายในประเทศ รัฐบาลชุดนี้จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ และจะสามรถทำคุณประโยชน์ให้แก่พี่น้องชาวไทยได้มากน้อยเพียงใด
               
                                                เขียนโดย  : นาย ธนวัฒน์  นุ่มอ่วม ตอนเรียน B1 รหัส 51122760395 

คลอดแล้ว!! โฉมหน้าคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์

หลังจากที่หลายคนจับตาดูคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สุดท้ายแล้วรูปร่างหน้าตาและรายชื่อของคณะรัฐมนตรีก็เสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 5 สิงหาคม 2554 แล้วนั้น บัดนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน อาศัยอำนาจความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนุญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีดังต่อไปนี้
1. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
2. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรี
3. พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
4. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
5. นายชุมพล ศิลปะอาชา เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
6. นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
7. น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
8. พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
9. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
10. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
11. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
12. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
13. นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
14. นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
15. นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
16.พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
17.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
18. นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
19. นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
20. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
21. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
22. นายภูมิ สาระผล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
23. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
24. นายชูชาติ หาญสวัสดิ์  เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
25. นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
26. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
27. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
28. นางสุกุมล คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
29. นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
30. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
31. นางบุญรื่น ศรีธเรศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
32. นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
33. นายวิทยา บุรณศิริ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
34. นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธรณสุข
35. นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
และหลังจากที่ได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้วนั้น ก็มีผู้ที่แสดงความคิดเห็นถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยเหตุผลที่ต่างมุมมองกันไป โดยนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวไว้ว่า รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ 1 ดูเหมือนจะดี แต่เมื่อพิจารณากันชัดๆแล้วก็ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเมื่อเห็นหน้าคณะรัฐมนตรีบางคนแล้วจะไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เปรียบเสมือนบริษัทขาดทุน ที่ตกแต่งบัญชีใหม่ ใช้คนใกล้ชิดมาดูแลผลประโยชน์มากกว่า แต่ใครจะรู้ว่าการทำงานก็ต้องพิสูจน์กันที่ผลงานว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด และการทำงานอย่างไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นสิ่งหนึ่งที่คนทำงานต้องคำนึงถึง อย่างเช่นคำพูดของ พล.ต.อ.ทรงกิตติ  จักกาบาตร์   ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่กล่าวไว้ว่า   จะมีรัฐมนตรีเก่าหรือใหม่ก็เหมือนกัน การทำงานของกองทัพก็เหมือนเดิม และปฏิเสธในการวิจารณ์ถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเน้นว่า ไม่มีปัญหาในการร่วมงานกับใคร หน้าที่ก็ต้องทำตามหน้าที่ แต่ที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติหลังจากที่ได้เห็นหน้าคร่าตาคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้คือไม่รู้จักนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนใหม่ โดย นายธงชัย พรรณสวัสดิ์ รักษาการประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะคนทำงานสิ่งแวดล้อมมานาน ไม่รู้จักคนนี้มาก่อนไม่เคยเห็นผลงานด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐมนตรีคนใหม่ ทำให้อดระแวงไม่ได้ว่า จะเข้าใจประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน
อย่างไรก็ตามความคิดเห็นต่างๆของคนที่มีอาชีพหน้าที่ที่ต่างกันอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ออกมาให้ดีหรือให้สมกับที่ได้รับตำแหน่งในการเข้ามาช่วยกันบริหารประเทศให้เจริญต่อไป

                เขียนโดย นางสาวกฤษณี อังคสุทธิพงษ์ ตอนเรียน B1 รหัส 51122760385