สำนักข่าว : NEW-NEWSVERYHOT

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โศกนาฏกรรม ฮ.ตก การสูญเสียของกองทัพ และการเสียศูนย์ของครอบครัว

...ในการจากไปของเหล่าวีรชนผู้กล้าทั้ง 17 คน ครั้งนี้ เป็นการสูญเสียที่ไม่อาจนิ่งดูดายในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นข่าวการสูญเสียครั้งร้ายแรงของกองทัพ และอาจเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกระหว่างปฏิบัติหน้าที่

...ซึงการมองภาพรวมเนื้อข่าวโดยทั่วๆไปอาจมองเป็นแค่การสูญเสียของกองทัพที่ได้สูญเสียเหล่ากำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่บางท่านอาจไม่ได้เป็นที่รู้จักไม่ได้เป็นคนใหญ่คนโตเป็นข่าวไม่นานผู้คนก็อาจลืมกันได้ แต่เมื่อมองในเชิงลึกแล้วการสูญเสียครั้งนี้อาจเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับใครบางคนที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนพวกเขาก็ไม่อาจลืมเหตุการณ์การสูญเสียครั้งนี้ได้ เพราะพวกเขาได้เสียผู้นำทางครอบครัวไป สูญเสียคนอันที่รัก และเป็นหลักในครอบครัว

...เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2554 ที่ผ่านมา เกิดเหตุ ฮ.ของกองทัพตกที่อุทยานแห่งชาติ “แก่งกระจาน”ขณะปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันชายแดนขับไล่ผู้บุกรุกพื้นที่ป่า เป็นข่าวเด่นข่าวดังในวันนั้นผู้สื่อข่าวต่างตามกระแสข่าวและรายงานการเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน ต่อมาวันที่ 19 ก.ค. 2554 กองทัพได้จัดส่งเฮลิคอปเตอร์รุ่น แบล็กฮอว์ก ออกปฏิบัติหน้าที่ในการลำเลียงศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ฮ.ตกในครั้งแรกกลับมายังกองทัพ และได้มีนักข่าวของทาง ททบ. 5 ติดตามไปทำรายงานข่าวด้วยตนเองอยู่บนเครื่องด้วย และสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อแบล็กฮอว์กได้สูญหายไปจากการติดต่อ ทางกองทัพได้ส่งหน่วยราดตระเวนลงพื้นที่เพื่อค้นหาแบล็กฮอว์กที่ขาดการติดต่อไป ทุกคนที่ติดตามข่าวรวมทั้งญาติพี่น้องต่างภาวนาไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยและไม่อยากเห็นการสูญเสียเพิ่มขึ้นอีก แต่ในที่สุดแล้วชุดราดตระเวนที่ออกค้นหาทั้งแต่วันที่เครื่องแบล็กฮอว์กขาดการสื่อสารไปก็ได้ติดต่อมายังกองทัพ ว่าพบ “ซาก” แบล็กฮอว์กแล้ว เสียชีวิตทั้งลำ ข่าวนี้เล่นเอาคนที่เฝ้าภาวนาถึงกับเข่าทรุดไปตามๆกัน ต่อมาทางกองทัพเมื่อทราบข่าวการสูญเสียเพิ่มขึ้นจึงสั่งให้มีการเคลื่อนย้ายศพให้ออกมาทั้งหมดให้ได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในบริเวณพื้นที่นั้นด้วย วันที่ 24 ก.ค. 2554 กองทัพได้ส่งเฮลิคอปเตอร์รุ่น เบล 212 ซึ่งมีความคล่องตัวในการเคลื่อนที่และเหมาะกับสภาพบรรยากาศในขณะนั้นออกไปทยอยรับศพผู้เสียชีวิตกลับมายังกองทัพ เกิดเหตุขัดข้องอีกครั้งทำให้เครื่องไม่สามารถควบคุมต่อไปได้และดิ่งตกลงมาในที่สุด แต่โชคดีตกในพื้นที่ที่ไม่ลึกมากนักและมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวนั้นเห็นเหตุการณ์ จึงรีบวิ่งตามไปในจุดที่มีเครื่องตกชาวบ้านกล่าวว่า ในระหว่างที่พวกเขาวิ่งไปนั้นสิ่งที่พวกเขาไม่อยากเห็นคือการสูญเสียที่เพิ่มขึ้น จึงรีบเข้าไปยังจุดเกิดเหตุและพบผู้รอดชีวิต 1 คน แต่อีกสามคนที่เหลือติดอยู่ในซากเครื่องที่กับลังติดไฟไม่สามารถเข้าช่วยเหลือได้และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา รวมยอดการเสียชีวิตจากเหตุการณ์อุบัติเหตุ ฮ. ตก3 ลำภายใน 9 วันครั้งนี้ทั้งหมด 17 ราย ซึ่งเป็นการสูญเสียของกองทัพที่ใหญ่หลวงมากกับเหตุการณ์ครั้งนี้

...ทางครอบครัวทั้งหมดของวีรชนผู้จากไป ทั้ง 17 ราย ต่างก็ยังอยู่ในความเศร้าโศกเสียใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นแถมยังขาดบุคคลอันเป็นที่รักและผู้นำของครอบครัวไปทำให้พวกเขาเสียศูนย์เหมือนเสียเสาหลักของบ้านไปเลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับและมองกันในแง่ดีว่าคนอันเป็นที่รักได้จากไปจากการปฏิบัติหน้าที่ จากไปอย่างมีศักดิ์ศรี และหวังว่าการสูญเสียแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ขอเชิดชูเกียติกับการจากไปของเหล่าวีรชนผู้ยอมสละชีวิตตัวเองช่วยเหลือผู้อื่น และขอไว้อาลัยให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 17 ราย


................................เขียนโดย นาย ธนวัฒน์ นุ่มอ่วม ตอนเรียน B1 51122760395

ความจริงปนความเชื่อแก่งกระจาน ฮ.ตก 3ลำ 9วัน 17ศพ

                จากข่าวที่มีการนำเสนอมาอย่างต่อเนื่องกลายเป็นกระแสข่าวที่ประชาชนต้องติดตาม คงหนีไม่พ้น ข่าวฮ.แบล็กฮอว์กตกที่แก่งกระจานถึง 3 ลำติดในเวลา 9 วันและมีจำนวนผู้เสียชีวิตถึง 17 ศพ



ตั้งแต่วันที่ 16 .. 54 ผ่านมา แหล่งข่าวที่ออกมาบ่งบอกให้เห็นว่าประชาชนมีความเชื่อในด้านต่างๆกันออกไปบ้างก็ว่าเป็นอาถรรพ์แก่งกระจาน ว่าในจุดที่ ฮ.ตกนั้นเคยเป็นแนวรบของพม่า-กะเหรี่ยง-กะหร่าง เป็นจุดทิ้งศพซึ่งตรงกับบริเวณที่ แบล็กฮอว์ก ตกพอดี ซึ่งจุดนั้นจะมีบรรยากาศคล้ายป่าช้า ไม่มีคนหรือสัตว์ป่าเดินเข้าไป แต่ตามหลักความเป็นจริงแล้วได้มีการพิสูจน์และระบุออกมาว่าจุดที่ แบล็กฮอว์กตก เป็นพื้นที่เคยเดินเท้าสำรวจมาไม่ใช่พื้นที่อาถรรพ์ตามที่มีข่าว

                แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ เมื่อเกิดเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกติดต่อกัน 3 ลำภายในเวลาแค่ 9 วัน สูญเสียชีวิตไปถึง 17ศพ ถึงแม้สาเหตุจะบอกกล่าวกันว่าเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปวน และเกิดเหตุขัดข้องที่ตัวเครื่อง แต่ก็ยังเกิดข่าวลือหนาหูว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากอาถรรพ์ของสิ่งที่มองไม่เห็น!
ดังนั้นเราจึงแบ่งสาเหตุของการตกครั้งนี้ออกเป็น 3 จุด ด้วยกัน คือ
1. ธรรมชาติ : เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวน หรืออากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันขณะขึ้นบิน
2. อากาศยาน : ยังเป็นอีกข้อสงสัยและข้อกังขากันอยู่ในเรื่องของประสิทธิภาพอากาศยาน อายุการใช้งาน ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบที่ทำให้เครื่องตกได้เพราะส่วนใหญ่นั้นเฮลิคอปเตอร์ของไทยก็ใช้งานมานานกว่า 10 ปีขึ้นทั้งนั้น
3. ป่าอาถรรพ์ : อาถรรพ์ของพ่อปู่เขาเจ้า และเจ้าพ่อเขาพระป่วง สิ่งศักดิ์ประจำป่าแก่งกระจาน ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาทั้งชาวไทยและชาวกะเหรี่ยง
               
               ในวันที่ 29.. 54 ได้มีการเผยแพร่ภาพวีดีโอของนักข่าวช่อง5 ภาพสุดท้ายที่ ศรวิชัย  คงตันนิกูล บันทึกไว้ก่อน แบล็กฮอว์กตกในวันที่ 19 .. 54 ซึ่งภาพในวีดีโอนั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพอากาศที่แปรปรวนและหมอกควันที่เกิดขึ้นอย่างหนัก มีลักษณะอากาศปิด ฝนตกหนัก ฮ.ไม่สามารถยกตัวขึ้นได้ แต่ก็มีการเดินเครื่องนำ ฮ. ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจจึงเป็นเหตุให้เกิดเรื่องน่าสลดใจดังกล่าวขึ้น






จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอไว้อาลัยและสดุดี แด่ทหารกล้าทั้ง 16 นาย และ 1 สื่อมวลชนของทาง ททบ. 5 (นายศรวิชัย คงตันนิกูล ช่างภาพช่อง 5) ที่จากไป...


เขียนโดย นางสาว ไข่มุก พรเลิศนิมิตร   ตอนเรียน B1 รหัส 51122760377

ฮ. 3 ลำ กับการสูญเสียที่มิอาจประเมิณค่า


จากเหตุการณ์เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ตกในสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่และความเศร้าสลดให้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายกองทัพที่ต้องเสียพลเรือนที่มีความสามารถไป รวมทั้งครอบครัวของเหล่าทหารหาญ โดยความสูญเสียครั้งนี้มิอาจประเมินค่าได้


               เมื่อวันที่16 ที่ผ่านมาเฮลิคอปเตอร์ฮิ้วอี้ลำแรกสังกัดกองบินปีกหมุนที่ 2 กองกำลังสุรสีห์ ออกไปปฏิบัติภารกิจเฝ้าระวังขบวนการตัดไม้ทำลายป่า ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยาน ฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตกกลางหุบเขาในป่าแก่งกระจาน ระหว่างที่บินอยู่จุดต้นน้ำเพชรบุรี รอยต่อ จ.ราชบุรี กับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี  หลังจากเกิดฝนตกหนักลมกรรโชกแรง ทำให้ เฮลิคอปเตอร์ถูกลมหมุนตีจนเสียหลักพุ่งขนภูเขา ส่งผลให้นายทหาร เสียชีวิตทั้งสิ้น 5 นาย
ต่อมาเพียงสามวัน  ได้นำกำลังทหาร นำโดยพล.ต.ตะวัน เรืองศรี รวม 9 นาย พร้อมผู้สื่อข่าวช่อง 5  ขึ้นแบล็กฮอว์ค ไปปฏิบัติภารกิจลำเลียงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้ตก แต่ภารกิจในการลำเลียงผู้เสียชีวิตกลับไม่สำเร็จ และเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เนื่องจากแบล็คฮอว์ค  ประสบกับปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนกะหันหัน ท้องฟ้าปิด  ทางศูนย์วิทยุสื่อสารภาคพิ้นดินไม่สามารถติดต่อกับแบล็คฮอว็คได้  ภายหลังพบว่าเครื่องได้ตกจริงและอยู่ห่างจากฮอล์ลฮิ้วอี้ไม่ไกลนัก  เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นายทหารที่ร่วมปฏิบัติภารกิจและผู้สื่อข่าวเสียชีวิตทั้งหมด
หลังจากนั้นชุดปฏิบัติการของกองกำลังผสม ทั้งทหารจากกองกำลังสุรสีห์ ทีมพิทักษ์ป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่มีทหารพม่า 8 นายจึงร่วมเดินทางเพื่อลำเลียงผู้เสียชีวิต  โดยใช้วิธีการเดินเท้าเข้าไปยังจุดที่แบล็คฮอว์คตกเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตมายังเนิน 1100 และลำเลียงมายังเนิน 900 ซึ่งการเดินทางเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นป่าลาดชัน  ภายหลังเดินทางถึงที่เกิดเหตุได้ทำการตรวจสอบเก็บข้อมูลหลักฐาน และลำเลียงศพโดยใช้วิธีการแบกลงมา และทำการปรับเปลี่ยนแผนที่จะนำเอาร่างผู้เสียชีวิตลงมาที่เนิน 700  โดยจะไม่หยุดพักที่เนิน 1100 และ 900 เพราะจะทำให้เสียเวลาที่จะให้เฮลิคอปเตอร์ที่จะมาลงจอดรับผู้เสียชีวิต
ต่อมาในวันที่ 24 กรกฏาคม เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 ที่ใช้ลำเลียงศพ "ผบ.พล.ร.9-ช่างภาพช่อง 5"  ตกบริเวณพื้นที่ป่าหมู่ที่ 7 บ้านต้นเกตุ ต.แก่งกระจาน   โดยเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 นาย เป็นนักบิน 2 นาย ช่างเครื่อง 2 นาย ต่อมาพบว่ามีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวคือ ส.อ.พัฒนกร ต้นจันทร์  ช่างเครื่อง  โดยเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายช่างเครื่องผู้รอดชีวิตกล่าวว่า เครื่องมีปัญหา  ไม่เกี่ยวกับสภาพอากาศ
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงช่วงสัปดาห์เดียวมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น  17 ศพ  ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่และสร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคนในประเทศ  โดยเฉพาะทางครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่ยังทำใจไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น กับการจากไปของสมาชิกในครอบครัวอันเป็นที่รัก  แต่ญาติผู้เสียชีวิตพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงแม้จะรู้สึกเสียใจแต่ก็ภูมิใจที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อประเทศชาติ ในขณะที่ทางกองทัพบกก็ออกมาแสดงความเสียใจ ที่ต้องสูญเสียผู้บัญชาการระดับสูง อีกทั้งนายทหารที่มีความสามารถและมีจิตใจกล้าหาญ เสียสละ  ทั้งนี้ผู้เสียชีวิตทั้งหมดจะได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนชั้นยศ  รวมถึงผู้สื่อข่าวช่อง 5  ให้ได้รับสวัสดิการที่สมควร  ให้เท่าเทียมกับกองกำลังมากที่สุด
สุดท้ายนี้ต้องขอร่วมไว้อาลัยด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต   ที่จากไประหว่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญาณของชายชาติทหาร และด้วยจิตวิญญาณของสื่อมวลชน ถือได้ว่าเป็นผู้เสียสละและกล้าหาญอย่างแท้จริง   ถึงแม้ร่างกายไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว  แต่ความดีจะยังคงอยู่ตลอดไป  ดังคำกลอนที่ว่า
“ นรชาติวางวาย  มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี  ประดับไว้ในโลกา”
                                                                       น.ส. นุชนาฏ  สุทธิวารี ตอนเรียน B1 รหัส 51122760098

วิเคราะห์ข่าว เฮลิคอปเตอร์ตก “แก่งกระจาน”

17 ศพ พลีชีพ เฮลิคอปเตอร์ตกแก่งกระจาน

                เมื่อพูดถึงเรื่อง “เครื่องบิน” กันในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เฮลิคอปเตอร์” ข่าวที่คงไม่มีใครไม่ทราบหรือกล่าวถึง ข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ทหารหลายนายและช่างภาพทีมข่าวต้องจบชีวิตลง พร้อมความโศกเศร้า เสียใจของญาติพี่น้องและทุกๆคน
                17 กรกฎาคม 2554 เฮลิคอปเตอร์ของ ฉก.ทัพพระยาเสือ กรมทหารราบที่ 19 ได้เกิดประสบอุบัติเหตุชนเขาตกและหายไปในป่าบริเวณต้นน้ำเพชร บนเทือกเขาตะนาวศรี เขตรอยต่อระหว่าง จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดราชบุรี ขณะเดินทางเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเจ้าหน้าที่ ที่เดินทางเข้าไปปฏิบัติภารกิจจับกุมผู้บุกรุกและลักลอบทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติ ในแก่งกระจาน เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต ทั้งหมด 5 นาย แต่โดยการลำเลียงศพนั้น เป็นไปอย่างลำบาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าเขา จึงต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงศพ
                ซึ่งล่วงหน้านั้น ได้นำทีมทหารเดินล่วงหน้าเข้าไปภายใน และเตรียมลานจอดเครื่องบินชั่วคราว เนื่องจากสภาพอากาศยังปิดอยู่ หมอกลงหนาและทางภูเขาลาดชันมาก ทำให้การช่วยเหลือลำเลียงศพ เริ่มขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ รุ่น “แบล็กฮอว์ก” ออกปฏิบัติการ แต่เหตุการณ์ ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แบล็กฮอว์ก เจอสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ชนกับภูเขาและเกิดตกลงในที่สุด ซึ่งมีผู้โดยสารทั้งหมด 9 คน อยู่ในนั้น แบ่งเป็นทหาร 8 คน และช่างภาพของช่อง 5 อีก 1 คน เหตุการณ์นี้สร้างความเศร้าโศกและสะเทือนใจเป็นอย่างมากต่อคนไทยทั้งประเทศ บ้างก็ว่าเพราะสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝ่ายพม่ายิง เครื่องยนต์ขัดข้อง และที่ขาดไม่ได้อาจเป็นเพราะอาถรรพ์ของเจ้าป่าเจ้าเขา ตามความเชื่อของชาวบ้านนั่นเอง
                อย่างไรก็ตาม ทางด้านทหารที่เดินเท้าก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่กันอยู่ ทั้งๆ ที่สภาพแต่ละคนนั้นไม่ไหวอย่างมาก เป็นไข้ป่า และเจอเหลือบ ไร รุมเข้ากัน จึงต้องมีการเพิ่มกำลังเข้าไปอีก  แต่แล้วที่สุด ในวันที่ 23 กรกฎาคม ก็ค้นพบซากแบล็กฮอว์กจนได้ หลังจากที่ร่วมค้นหากันมาหลายวัน สภาพแต่ละศพนั้น ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นใครได้เลย จึงต้องทำการพิสูจน์อัตลักษณ์เรียงตัว
                เคราะห์ซ้ำ กรรมซ้ำหนัก วันที่ 24 กรกฎาคม เฮลิคอปเตอร์ รุ่น เบลล์ 212 ของกองทัพบกที่เข้าไปช่วยเหลือ ก็เกิดตกซ้ำอีกเป็นลำที่ 3 แต่ครั้งนี้ มีผู้รอดชีวิต 1 คน และตาย 3 คน ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะเป็นไปได้อย่างไร ที่เครื่องบินนั้นจะตกซ้ำๆ 3 ลำติดต่อกัน  ล่าสุด 26 กรกฎาคม ได้มีการจัดงานสดุดี ผู้กล้าทั้งหมด 17 คน ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้
            คงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เราคงได้แต่เฝ้าภาวนาให้ทุกๆ ท่านที่จากไป จงหลับให้สบาย และขอให้อย่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกเลย
                เขียนโดย นางสาว วีรวรรณ  เทพมงคล  รหัส 51122760386 ตอนเรียน B1

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสัมภาษณ์

 สรุปแนวโน้มและทิศทางราคาทองคำ


“ก่อนที่เขาจะทำกำไรเขา ต้องเขาใจก่อนว่ามันขึ้นมันลงเพราะอะไร จะมองอะไร จะวิเคราะห์อะไร
ถ้าไม่รู้อะไรแล้วจะไปดูที่ไหน ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราทำมาให้ตลอด 2 ปี
จึงเป็นสาเหตุทำให้ MTS Gold Futures ของเราตรองตลาดเป็นอันดับหนึ่งได้มาโดยตลอด”
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ MTS GOLD และ MTS GOLD FUTURES

แขกรับเชิญ :   นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ
รองเลขาธิการสมาคมค้าทองคำ  / ประธานกรรมการ ห้างทองแม่ทองสุก MTS GOLD
ดำเนินรายการโดย   คุณยุทธนา กระบวนแสง
เรื่อง : "สรุปแนวโน้มและทิศทางราคาทองคำ"
รายการ Money Plus  FM 101.0 Mhz  เวลา 16.00-17.00 น.

ข้อมูลการสัมภาษณ์

คุณยุทธนา : สวัสดีครับ คุณหมอครับ

นพ.กฤชรัตน์ : สวัสดีครับ คุณยุทธนาและท่านผู้ฟังครับ

คุณยุทธนา : ทาง MTS Gold ทำไมสำคัญมากๆกับการให้ความรู้กับนักลงทุนให้ดีซะก่อนก่อนจะชวนเขามาเปิดพอร์ตลงทุนครับ 

นพ.กฤชรัตน์ : มันเหมือนกับระบบ CHR ให้กับสังคม เราอยู่ในพวกของการเงินการลงทุนนักลงทุนต้องมีความรู้ความเขาใจก็ทำกำไรได้ครับ เขาจะอยู่กับเราได้นานเพราะฉะนั้นด้วยปัจจัยตรงนี้ พื้นฐานเราพยายามเน้นให้นักลงทุนที่อยู่กับทาง MTS Gold ทำกำไร ฉะนั้นก่อนที่เขาจะทำกำไรเขา ต้องเขาใจก่อนว่ามันขึ้นมันลงเพราะอะไร จะมองอะไร จะวิเคราะห์อะไร ถ้าไม่รู้อะไรแล้วจะไปดูที่ไหน ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราทำมาให้ตลอด 2 ปี จึงเป็นสาเหตุทำให้ MTS Gold Futures ของเราตรองตลาดเป็นอันดับหนึ่งได้มาโดยตลอด เราเน้นในการสอนและมอบความจริงใจให้ลูกค้าตลอดมาเลยครับ

คุณยุทธนา : คำถามผู้ฟังถามว่าขายทองไปแล้วตั้งแต่ราคาทองคำอยู่ประมาณ 22,000 บาท เพราะว่าตอนซื้ออยู่ประมาณ 20,000 บาท คนที่ขายทองช่วงนี้ทำอย่างไรดี ระหว่าง 1. รอให้ลงซะก่อนแล้วซื้อใหม่ 2.ทยอยซื้อตามได้เลยครับ

นพ.กฤชรัตน์ : ภาพรวมๆตอนให้รอครับแต่ว่าอย่างรอนานโอกาสที่ราคาทองจะลงมาคงไม่ลึก หมายความว่ามีโอกาสลงจากวันเสาร์อีกไม่น่าจะเกิน 100 บาท รอจังหวะเข้าซื้อที่ราคาน่าจะเป็นความเป็นจริง 22,450 อะไรอย่างนี้ถ้าได้แต่ถ้าไม่ได้วิธีมองก็คือ ถ้าเมื่อไหร่ทะลุ 1,605 ให้เข้าซื้อเลย ซื้อเพียงประมาณ 10%-20% เท่านั้น เพราะราคาน่าจะเริ่มกำลังวิ่งต่อครับ ภาพรวมๆราคาทองคำเข้าสู่การปรับฐานทำกำไร ฉะนั้นโอกาสที่จะสะสมบริเวณ 1,580-1,605 ผมเชื่อว่ายังมีอยู่แต่ว่าไม่น่าจะเกิน 5 วัน มันน่าจะต้องเบรกไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่โอกาสที่จะเบรกขึ้นมีมากกว่าเบรกลง ฉะนั้นเรามองว่าขึ้นมากกว่าลงครับ

คุณยุทธนา : ที่คุณหมอบอกว่าสะสมพลังอยู่ 1,60 ข้างบนกับแนวรับ 1,580 เหรียญข้างล่างจะสะสมพลังไม่น่าจะเกิน 5 วันตอนนี้มันผ่านไปกี่วันแล้วครับ

นพ.กฤชรัตน์ : หมายความว่าจากนี้อีกไม่เกิน 5 วันครับ

คุณยุทธนา : คุณหมอบอกว่าน่าจะไปทางขึ้นมากกว่าทางลงนะครับและแนะนำต่อว่าระดับราคาทองคำสามารถถ้าทะลุไปได้ให้ทยอยเข้าซื้อได้ 10%-20%ของพอร์ตเพราะมันอาจจะเป็นสัญญาณว่าจะกลับเข้าไปวิ่งได้ต่ออย่างนั้นใช่ไหมครับ

นพ.กฤชรัตน์ : ถูกต้องครับ

คุณยุทธนา : คำถามคุณผู้ฟังนะครับ ถาว่าราคาทองคำปลายปี 2554 ราคาองคำในตลาดโลกจะไปถึง 1,700 เหรียญต่อออนซ์ไหมหรือจะสามารถทะลุไปถึง 1,900 เหรียญเลยตกลงทุนคุณหมอคาดการณ์อย่างไรครับ

นพ.กฤชรัตน์ : ปลายปีนี้น่าจะเห็น 1,700 ท่านสามารถทำกำไรได้ 100 เหรียญจากนี้นะครับ

คุณยุทธนา : อีกคำถามนึงครับการลงทุนทองคำจะใช้สไตท์เดินคือสไตล์ซื้อต้นปีแล้วไปรอขายปลายปียังเป็นกลยุทธ์ที่สามารถนำมาใช้ในการลงทุนทองคำในช่วงนี้อยู่ไหมหรือว่าล่าสมัยไปแล้วต้องปรับเปลี่ยนวิธีครับ

นพ.กฤชรัตน์ : ผมว่าปรับเปลี่ยนหน่อย เพราะราคาทองคำแกว่งเหลือเกินครับและรอบในการทำกำไรมีประมาณ 10 รอบ มันมีโอกาสทำกำไรได้เกือบทุกเดือน ครับ

คุณยุทธนา : แนวโน้มทองคำสัปดาห์หน้าและกลยุทธ์ในการทำกำไรของนักลงทุนครับ

นพ.กฤชรัตน์ : มองส่าราคาทองคำน่าจะช่วงสะสมพลังและเป็นช่วงปลายที่ใกล้จะจบแล้วในช่วง 1,580-1,600 เหรียญ มันอาจจะขยับไปนิดหน่อยที่ 1,605 หรือ 1,607 เหรียญ โดยภาพรวมๆการสะสมพลังสัปดาห์หน้าน่าจะใกล้สิ้นสุดและน่าที่จะเบรกเอาท์ไป ถ้าให้เรามองเรามองว่าโอกาสขึ้นมากว่าลง และถ้าขึ้นงวดนี้น่าจะสามารถเบรกเอาท์จากสูงสุดเดิม 1,610 ได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้นช่วงนี้เป็นช่วงจังหวะการเข้าค่อยๆสะสมซื้อหาจังหวะให้ดีเมื่อราคาอ่อนกว่าแล้วก็ขายเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น การขึ้นในรอบนี้อาจจะเป็นจังหวะที่ไม่ควรขาย อาจจะเป็นจังหวะที่โอกาสที่เพื่อให้เขาเบรกเอาท์เหนือ 1,605 ผมว่าสูงมากครับ

คุณยุทธนา : เพราะฉะนั้นนี่คือแนวโน้มสัปดาห์หน้าและก็กรอบกลยุทธ์การลงทุนนะครับ วันนี้ขอบคุณมากอย่างสูงนะครับคุณหมอครับ สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสืบสวน



อาถรรพ์ โศกนาฏกรรม เฮลิคอปเตอร์ตก แก่งกระจาน


    "แก่งกระจาน" อุทยานแห่งชาติที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต่างนึกถึงเมือพูดถึงอุทยานแห่งชาติ แต่เมื่อสองอาทิตย์นี้มีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ภายในเวลาเพียง 9 วัน นั่นคือข่าวการตกของเฮลิปคอปเตอร์ ทั้งหมด 3 ลำของกองทัพ  ซึ่งตกในเวลาถัดๆกันมาในบริเวณใกล้เคียงกัน และมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 17 ราย  ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ "แก่งกระจาน" ต่างฤากันไปต่างๆนาๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะอาถรรพ์ ของ พ่อปู่เขาเจ้า และเจ้าพ่อเขาพระป่วง สิ่งศักดิ์ประจำป่าแก่งกระจาน

     โดยเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2554 เฮลิคอปเตอร์รุ่นฮิวอี้ตก ขณะร่วมกันปฎิบัติหน้าที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในภารกิจที่ช่วยกันจับกุมและขับไล่ชนกลุ่มน้อยที่ทำผิดกฏหมาย ทำไร่เลื่อนลอย และบุกพื้นที่ป่า ตามตะเข็บชายแดน โดยเหตุการณ์ตกครั้งแรกนี้ทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตทั้งหทด 5 นาย และเป็นพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆที่มีผู้คนติดตามจำนวนไม่น้อยและต่างก็ติดตามกระแสข่าวในการเคลื่อนย้ายศพเหล่าวีรชนทั้งหลายกลับมายังบ้าน
 
    และสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง เมื่อ วันที่19 กรกฎาคม 2554 ทางกองทัพได้จัดส่งเฮลิคอปเตอร์รุ่นแบล็กฮอว์กของกองทัพเข้าไปลำเลียงศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์  เฮลิคอปเตอร์ตกในครั้งแรกเกิดเหตุตกอีกครั้ง  ในบริเวณใกล้เคียงกัน ทำให้เป็นพาดหัวข่าวใหญ่ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เพราะเป็นการสูญเสียครั้งที่สองที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น จากเหตุการณ์ฮลิคอปเตอร์ครั้งที่สองนี้ทำให้ทุกคนเรียกได้ว่าทั้งประเทศหันมาติดตามข่าวนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง และอยากทราบสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าทำไมกองทัพถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้  จากเหตุการณที่เกิดขึ้นทั้งสองนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 9 นาย และหนึ่งในนั้นคือการสูญเสียของสื่อมวลชน 1 ราย  รวมทั้งสิ้น 14 นาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอย่างมาก
  
   แต่ไม่ทันไรเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2554 ทีมกู้ภัยของกองทัพโดยเฮลิคอปเตอร์รุ่น เบลล์ 212  ที่ทยอยไปรับศพผู้เสียชีวิต เกิดเหตุตกขึ้นอีกครั้ง ในบริเวณใกล้เคียงกัน เรียกได้ว่าตกซ้ำตกซากกันในเวลาไม่ถึง 9 วัน แต่คราวนี้ไม่ไปตกในป่าลึกและมีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ แต่ก็ไม่แคล้วมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 3 ราย และมีผู้รอดชีวิต 1 ราย

  โดยการเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกทั้งสามครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านต่างร่ำฤากันในเรื่องของสิ่งศักสิทธ์และความอาถรรพ์ของป่าแก่งกระจาน แต่ทางกองทัพก็ยังยืนยันว่าเป็นเพียงเหตุขัดข้องของเฮลิคอปเตอร์และสภาพอากาศในหุบเขา ซึ่งมีอากาศที่แปรปรวนง่ายไม่น่าจะเกี่ยวกับอาถรรพ์
  

   แต่ทางด้านหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เผยเรื่องลี้ลับจากเหตุการณ์นี้ว่า ตนมีลางสังหรณ์และมีความเชื่อที่ว่าถ้าหากหาชิ้นส่วนของศพไม่ครบ ก็จะไม่สามารถนำศพออกมาได้ทั้งหมด บวกกับในตอนที่หาศีรษะไม่เจอ อากาศนั้นปิดมีฝนตก แต่เมื่อพบศีรษะแล้วอากาศกลับแจ่มใส
และอีกหนึ่งเหตุการณ์ ที่กล่าวถึงว่าเป็นอาถรรพ์ก็คงจะเป็นคำพูดของ พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 ผู้นำทีมขึ้นแบล็กฮอว์ก ได้พูดออกมาว่า "ไม่ต้องกลัวเครื่องตกหรอก" ทำให้เข้าทำนองที่ว่าโบราณเขาถือ
จนมาล่าสุด เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 ที่จะเข้าไปช่วยเหลือเก็บกู้ศพ และขนย้ายของเกิดตกซ้ำเป็นลำที่3 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บอีก 1 คน ซึ่งไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซำ้ซ้อนขึ้นเป็น 3 ครั้ง จุดเกิดเหตุก็ใกล้กันมาก หรือนี่จะเป็นอาถรรพ์ของแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติของจังหวัดเพชรบุรีหรือเพียงแค่เป็นความบังเอิญเท่านั้น

รายชื่อผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้

เฮลิคอปเตอร์รุ่นฮิวอี้ตกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.25541.พ.ต.กิตติภูมิ เอกพันธ์
2.พ.ต.เกียรติศักดิ์ จันเอี่ยม
3. ร.ท.ปรัชญา นวลศรี
4.จ.ส.อ.รังสรรค์ พลสายบัว
5.จ.ส.อ.ณรงค์เดช พงษ์นุ่มกูล
เฮลิคอปเตอร์ แบล็กฮอว์กตกเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.25541.พล.ต.ตะวัน เรืองศรี
2.ร.อ.เจตน์ สุดใจ
3.ร.อ.จักรพันธ์ บำรุงพืช
4.ส.ต.อิทธิศักดิ์ หิณะสุทธิ์
5.พ.ต.ประพันธ์ เจียมสูงเนิน
6.พ.ต.ชูพันธ์ พลวรรณ
7.จ.ส.อ.สมคิด วงษ์ตาแสง
8.ส.อ.อร่าม วงษ์สิงห์
9.นายศรวิชัย คงตันนิกูล ช่างภาพสถานีวิทยุช่อง 5
เฮลิคอปเตอร์  เบลล์ 212 ตกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2554
1.พต.ธีรวัฒน์ แก้วกมล
2.รท.บูรณา หวานใจ
3.จสอ.วิเชียร จันทร์พัณน์

ทีมงานข่าว NEW-NEWSVERYHOT ขอไว้อาลัยให้กับเหล่าวีรชนผู้กล้าที่ได้เสียชีวิตในครั้งนี้

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวการเมือง และ เศรษฐกิจ


เอ็มแรป หนุนนโยบายเพิ่มค่าแรง 300 บาท
   เอ็มแรปเห็นด้วยกับนโยบายเพิ่มค่าแรงขึ้นต่ำวันละ 300 บาท เชื่อส่งผลดีกับพนักงาน-ลูกน้องในบริษัท โดยจะปรับขึ้นเงินเดือนและค่าจ้าง ในอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท/วัน/คน ของรัฐบาล
   นายเอนก จงเสถียร กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็ม เอ็ม พี จำกัด ผู้ผลิตฟิล์ม ถนอมอาหารรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใต้เครื่องหมายการค้า เอ็มแรป (M WRAP) กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวแรงงานที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองจะย้ายกลับไปยังถิ่นฐานเดิมของตน และยังเป็นการคืนเวลาให้กับชีวิตผู้ใช้แรงงาน มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น  เพื่อให้สภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานดีขึ้น
   ในส่วนกรณีผู้ประกอบการที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวที่เห็นว่า ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มสูงขึ้น เกิดอัตราเงินเฟ้อ หรือการเข้ามาลงทุนของต่างชาตินั้น  นายเอนกกล่าวว่า หากปรับค่าจ้างขึ้นต่ำเป็น  300 บาทต้นทุนอาจเพิ่มเพียง 20%เชื่อว่าบริษัทยังคงอยู่ได้ เพียงแต่กำไรอาจลดลงไปบ้าง ส่วนปัจจัยการเข้ามาลงทุนของต่างชาตินั้น ไทย  ไม่เพียงแต่ค่าจ้างเพียงอย่างเดียว จึงไม่น่าห่วงเรื่องย้ายการลงทุน  ในส่วนเรื่องเงินเฟ้อ หากรัฐบาลไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภคหมด อัตราเงินเฟ้อไม่น่าจะปรับตัวมากนัก
__________________________________________
__________________________________
ชาวบ้านแห่ซื้อข้าว  พาณิชย์หวั่นซ้ำรอยน้ำมันปาล์ม

  
   จากสถานการณ์การราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยซื้อข้าวสารกักตุนไว้บริโภค หลังจากราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 2-5 บาท ด้านกระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ปัญหา สั่งองค์การคลังสินค้าจัดทำข้าวถุงราคาต้นทุนเพื่อจำหน่ายให้กับประชาชน
    จากราคาข้าวที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนเกิดความกังวลและรีบซื้อข้าวกักตุนไว้ เนื่องจากกลัวว่าข้าวถุงในตลาดจะขาดแคลนและราคาสูงเหมือนกรณีน้ำมันปาล์มที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน  ซึ่งสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกและข้าวสารที่ขยับตัวสูงขึ้นนั้น มีสาเหตุจาก 2 ส่วนคือ นโยบายจำนำข้าวเปลือกในอัตรา 15,000 บาท/ตัน และเป็นช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวมีผลผลิตน้อย จึงทำให้กระแสข่าวการปรับราคาข้าวถุงมีออกมาอย่างต่อเนื่อง  โดยข้าวเจ้า อยู่ที่กิโลกรัมละ 27-31 บาท ส่วนข้าวหอมมะลิกิโลกรัมละ 38-40 บาท
   ด้านนายนายยรรยง พวงราช  ปลัดกระทรวงพาณิชย์  ยืนยันว่า ข้าวสารบรรจุถุงจะไม่ขาดตลาด และจะยังไม่อนุมัติให้ขึ้นราคาข้าวในช่วงนี่อย่างแน่นอน.
_________________________________________________
_____________________________________________
ข้าวถุงไม่ขาดแคลน ภาครัฐวอนประชาชนไม่ต้องกักตุน

    หลังจากที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ของกินของใช้ขึ้นราคา ทำให้ประชาชนกลัวว่าสินค้าอาจจะถูกกักตุนทำให้สินค้ามีราคาเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม รวมมาถึงข้าวสาร ที่ประชาชนกลัวว่าจะขาดตลาดและทำให้ราคาสูงขึ้น จึงแห่ไปซื้อข้าวสารมากักตุนกันไว้
 
    เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ข้าวสารไทยไม่ได้ขาดแคลน และยังมีจำหน่ายให้กับประชาชนได้อีกถึง 2 เดือน เนื่องจากปัญหาข้าวถุงที่มีราคาแพงขึ้น จนทำให้ประชาชนแห่กันไปซื้อข้าวสารถุงกักตุนเอาไว้ และข้าวฤดูกาลใหม่จะออกในอีก 2 เดือน จึงเพียงพอต่อความต้องการ และข่าวดีสำหรับผู้ที่ชอบของถูกทางภาครัฐได้มีการร่วมมือกับทางห้างค้าปลีกทั่วประเทศจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้า 10 - 50 % ในวันที่ 19 -21 ส.ค. นี้ นางพรทิวากล่าวต่ออีกว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมที่จะลดค่าครองชีพให้กับประชาชนทั่วไปอีกด้วย
_________________________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________________________

สวนดุสิตโพลชี้  คนไทยมองการเมืองแย่
ประเทศไทยจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการเมืองเป็นสำคัญ  หากผู้บริหารทางการเมืองที่มีความสามรถ ซื่อสัตย์ และรักประเทศไทยแล้วจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีในการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้าสู่อนาคตที่ดี  แต่ในทางกลับกันหากมีผู้บริหารทางการเมืองที่แย่แล้ว  ประเทศจะพัฒนาเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร  
สวนดุสิตได้จัดทำโพลเพื่อสะท้อนความคิดเห็นและความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่มีต่อการเมืองไทย จากการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,286 คน  ระหว่างวันที่ 18-23 กรกฎาคม 2554 สรุปผล ดังนี้
1.  ปัจจัยใด / สิ่งใด ที่ทำให้ ความรู้สึกนึกคิด ทางการเมืองของประชาชนดีขึ้น
อันดับ 1 การบริหารประเทศของรัฐบาลเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด มีผลงานเป็นรูปธรรม ชัดเจน 31.05%
อันดับ 2 สภาพเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น มีสภาพคล่องทางการเงิน /ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น 24.74%
อันดับ 3 ความสามัคคี ปรองดองของคนในชาติ รวมถึงประชาชนและนักการเมือง 23.68%
อันดับ 4 การรักษา ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง /ไม่ปกปิดข้อมูลข่าวสาร  20.53%

2.  ปัจจัยใด / สิ่งใด ที่ทำให้ ความรู้สึกนึกคิด ทางการเมืองของประชาชนแย่ลง
อันดับ 1 พฤติกรรมของนักการเมือง /การทุจริต คอรัปชั่น /ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด /เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง 51.87%
อันดับ 2 การขาดความสามัคคีของคนในชาติ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย /มีการชุมนุม เรียกร้อง เคลื่อนไหวเป็นระยะ ๆ 30.01%
อันดับ 3 สภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่แย่ลง ราคาสินค้าของกิน ของใช้แพง /ว่างงาน 13.75%
อันดับ 4 ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเป็นไปในเชิงลบ  4.37%

3.  ความคิดทางบวก ในลักษณะที่มีความรู้สึกดีต่อการเมืองไทยของประชาชน คือเรื่องใดบ้าง

อันดับ 1 ความเป็นประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชน /การเปิดโอกาสและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 29.36%
อันดับ 2 สภาพเศรษฐกิจ สังคม /ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น /ประชาชนอยู่ดีกินดี 25.69%
อันดับ 3 บรรยากาศทางการเมืองที่ดีขึ้น คนในชาติมีความรัก สามัคคี ปรองดอง /อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 24.77%
อันดับ 4 การประพฤติ ปฏิบัติตนของนักการเมืองอยู่ในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ /มีคุณธรรม จริยธรรมทางการเมือง 20.18%

4.  ความคิดทางลบ ในลักษณะที่มีความรู้สึกแย่ต่อการเมืองไทยของประชาชน คือเรื่องใดบ้าง

อันดับ 1 การทุจริต คอรัปชั่น /เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด 61.81%
อันดับ 2 การทะเลาะเบาะแว้ง ขาดความสามัคคี ปรองดอง /แบ่งพรรคแบ่งพวก 25.45%
อันดับ 3 สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนแย่ลง /มีภาระหนี้สิน /สินค้าอุปโภค บริโภคมีราคาแพง   7.28%
อันดับ 4 การเคลื่อนไหวทางการเมือง การชุมนุม เรียกร้องของกลุ่มต่าง ๆ  5.46%

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวเชิงวิเคราะห์

 
นศ. กับค่าตอบแทน ป.ตรี 15,000 จะ เจ๋ง หรือ เจ๊ง
จากการที่รัฐบาลชุดใหม่ได้มีนโยบาย เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และ ปริญญาตรีเงินเดือน 15,000บาท ทำให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงจากนโยบายเหล่านี้อย่างท่วมท้น และเมื่อได้มาเป็นรัฐบาลแล้วประชาชนหลายคนมีข้อสงสัยว่านโยบายเหล่านี้จะทำได้จริงหรือไม่
สำหรับข้อมูลที่ต้องนำมาใช้กับนโยบายนี้ทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยต้องทำการศึกษาเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด  เรียกได้ว่าต้องทำงานหนักกันทีเดียวเลยสำหรับพรรคเพื่อไทยถ้ายืนยันว่านโยบายนี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับเงินเดือน พรรคเพื่อไทยสามารถทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้แต่ต้องปรับแก้กฎหมายเปิดทางให้ขึ้นเงินเดือนได้สูงกว่าร้อยละ 10นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าว กรณีพรรคเพื่อไทย มีนโยบายปรับขึ้นฐานเงินเดือนระดับปริญญาตรี ที่จะเข้าทำงานในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเพิ่มเป็น 15,000 บาทต่อเดือน โดยให้มีผลในเดือน ต.ค. นี้ว่า การกำหนดให้ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจสามารถทำได้ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยทยอยขึ้นไม่เกินครั้งละร้อยละ 10 หากเกินว่านี้ จะต้องเสนอรัฐบาลให้แก้ไขกฎหมาย ซึ่งนโยบายของพรรคเพื่อไทย เป็นการปรับขึ้นเงินเดือนสูงถึงร้อยละ50 จึงต้องปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนข้าราชการใหม่ทั้งหมด รวมทั้งแก้ไข พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หรือออกเป็นพระราชกฤษฎีกามารองรับ โดยปัจจุบันโครงสร้างเงินเดือนของระบบข้าราชการแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ บริหาร อำนวยการ วิชาการ และทั่วไป โดยเงินเดือนบรรจุข้าราชการใหม่อยู่ที่ 9,100 บาทต่อเดือน
ซึ่งปัญหานี้พรรคเพื่อไทยต้องทำให้ได้กันอย่างเท่าเทียม ถ้าทำได้คาดว่าในอนาคตจะมีคนหันมารับราชการกันมากขึ้นเพราะเงินเดือนเทียบเท่ากับหน่วยงานเอกชน
ปัจจุบันจำนวนข้าราชการในระบบมีทั้งสิ้นรวม 2 ล้านคน แยกเป็นข้าราชการพลเรือนสังกัด (ก..) จำนวน 4 แสนคน และข้าราชการพลเรือนสังกัดหน่วยงานอื่นๆอีก 1.6 ล้านคนซึ่งการปรับเงินเดือนข้าราชการคงต้องทำให้ครอบคลุมทั้งหมดไม่ใช่แค่เฉพาะข้าราชการบรรจุใหม่แต่ข้าราชการที่มีอยู่เดิมก็ต้องได้รับการปรับเงินเดือนด้วยเช่นกัน เช่นคนที่ทำงานมาแล้ว 3 ปี แต่ได้เงินเดือนไม่ถึง 1 หมื่นบาท ซึ่งถือว่ามีประสบการณ์ก็ต้องขยับเงินเดือนให้สูงกว่า 1.5 หมื่นบาทเพื่อให้ข้าราชการเดิมรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม
เมื่อถามถึงแหล่งเงินหรือจำนวนเงินที่ต้องนำมาใช้เพื่อสนองนโยบายนี้กรมบัญชีกลางต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าวประมาณปีละ 15,240 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มที่นำมาประกอบการคำนวณงบประมาณที่ต้องการดังกล่าวนั้น ประกอบด้วยข้าราชการ ลูกจ้าง วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป ที่ได้รับเงินเดือนรวมเงินเพิ่มค่าครองชีพแล้วไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 277,151 รายใช้งบประมาณเพิ่มเดือนละ 1,100 ล้านบาท หรือปีละ 13,200 ล้านบาทขณะที่ข้าราชการปริญญาตรีที่จะบรรจุใหม่ในปี 55 เพื่อทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุจำนวน 28,199 ราย ใช้งบประมาณเพิ่มเดือนละ 170 ล้านบาท หรือปีละ 2,040 ล้านบาท
แหล่งข่าวกล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะปรับเงินเดือนข้าราชการที่มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท ให้เพิ่มเป็น 1.5 หมื่นบาท ที่จะเริ่ม 1 ต.ค.นี้ จะทำให้ต้องใช้งบประมาณปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท เพราะหากตรวจสอบดูแล้วปัจจุบันมีข้าราชการที่ได้เงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท อยู่ประมาณ 2.77 แสนรายซึ่งจะทำให้ต้องเพิ่มงบส่วนนี้อีกประมาณปีละ 1.3 หมื่นล้านบาทแล้วยังมีข้าราชการปริญญาตรีที่จะบรรจุใหม่ในปี 55 อีกประมาณ 2.8 หมื่นรายทำให้ต้องเพิ่มงบอีกปีละ 2 พันล้านบาท
เรียกได้ว่ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทยต้องหันมาเพิ่มเงินที่จะมาใช้กับนโยบายในส่วนนี้มากเลยทีเดียวซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบหลายๆด้านซึ่งอาจจะรวมทั้งผลดีและผลเสียตามมา
ในด้านของผลกระทบทางด้านบวกนายนนทิกร กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการปรับเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่เป็น 15,000 บาท ต่อเดือน จะช่วยจูงใจให้เด็กรุ่นใหม่หันมารับราชการมากขึ้น เพราะมีอัตราเงินเดือนที่สามารถแข่งขันกับเอกชนได้ ทำให้หน่วยงานราชการได้เด็กเก่งๆ เข้ามาช่วยทำงาน แต่ การคัดเลือกเด็กเข้ามาสู่ระบบราชการคงต้องเข้มข้นขึ้น เพื่อให้ได้คนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการทำงานของผู้ทำงานเดิมให้ประชาชนรู้สึกคุ้มค่ากับ ภาษีที่จ่ายไป
แต่ในทางกลับกันนโยบายปรับขึ้นเงินเดือนระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ที่รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการเฉพาะราชการก่อนนั้น รัฐบาลก็ควรคำนึงถึงประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงความเหมาะสมเรื่องงบประมาณที่จะมาดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวจะส่งผลทางอ้อมต่อเอกชนในเรื่องของการแข่งขัน เมื่อราชการเงินเดือนดีผู้จบปริญญาตรีจะแห่ เข้าราชการมากกว่าเอกชน และสุดท้ายเมื่อราชการเงินเดือนสูงมักจะมีผลต่อภาวะเงินเฟ้อตามมา
ดังนั้นจากการที่รัฐบาลชุดใหม่จะปรับขึ้นค่าเงินเดือน ป.ตรี ขั้นต่ำ 15,000 บาท นักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่า ชีวิตการทำงานและค่าตอบแทนหลังจากจบการศึกษาเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวังทุกคนต่างก็ต้องการที่จะได้งานที่ดี ได้ค่าตอบแทนที่พอกับค่าใช้จ่าย สำหรับค่าตอบแทนของนักศึกษาปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่สูง อย่างไรก็ดีทุกคนต่างก็ต้องการที่จะได้เงินเดือนที่เยอะ แต่ถ้าเทียบกับแรงงานขั้นต่ำในปัจจุบันถือว่าเยอะมากซึ่งก็ไม่มีธุรกิจหรือองค์กรไหนที่จะเห็นด้วยกับค่าตอบแทนนี้ แต่ถ้าลองมองกลับกันเงินเดือนระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 8,500 – 9,500 บาท แทบจะไม่พอค่าใช้จ่ายสำหรับคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และสำหรับในต่างจังหวัดก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วกับค่าตอบแทน 15,000 บาท สุดท้ายทุกคนก็ได้แต่หวังให้เศรษฐกิจดีขึ้นและหวังให้รัฐบาลบริหารประเทศให้ดีขึ้น
 ___________________________________________________________
______________________________________________________________

เขมรใจเหี้ยม ฆ่าสาวไทยหมกห้องน้ำ

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ร.ต.อ.ธนาธิป ชมพูนิช ร้อยเวร สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกฆ่าตาย จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่      
สถานที่เกิดเหตุอยู่หลังหอประชุมหมู่บ้านอ่างน้อย เป็นบ้านเช่าไม่มีเลขที่ หมู่ 2 ต.อ่างน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบร่างของนางสาวจตุพร วิเชียรซอย อายุ 22 ปี สภาพศพนอนเปลือย ท่อนบนสวมกางเกงขาสั้นลายสก๊อต มีเสื้อถูกถกลงมาที่เอว มีรอยถูกบาดด้วยของมีคมเข้าที่ลำคอยาว 5 นิ้ว นอนขดอยู่ในห้องนำ้ ภายในห้องถูกรื้อค้น      
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงกระจายตัวค้นหาผู้ต้องสงสัย พบนายบัด อายุ 26 ปี ชาวกัมพูชา พยายามวิ่งหลบหนี แต่มีชาวบ้านที่เห็นชี้ทางจนเข้าจับกุมได้ เบื้องต้นตามร่างกายของนายบัด มีรอยเลือดเปื้อนอยู่ที่บริเวณลำตัว
สอบสวนทราบว่า ผู้ตายทำงานในร้านอาหาร บริเวณอ่าวน้อย ที่มีแรงงานต่างด้าวอยู่เป็นจำนวนมาก ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายได้มาหาเพื่อนที่ห้องเช่าและมีนายบัดเข้ามาพูดคุย แต่เจรจากันไม่รู้เรื่องเกิดการบันดาลโทสะ นายบัดจึงหยิบแก้วนำ้ทุบเข้าที่ศีรษะ นางสาวจตุพร จนสลบและใช้เศษแก้วที่แตกปาดเข้าที่ลำคอผู้ตาย แล้วลากศพไปซ่อนในห้องนำ้ ก่อนหลบหนีไป ซึ่งสาเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าอาจเป็นเรื่องหึงหวง หรือธุรกิจกลางคืนที่ทั้งสองคนเกี่ยวข้องอยู่

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวเศรษฐกิจ 14/07/54

"ชาวบ้าน-เอ็นจีโอ  ค้านถมทะเลผุดเมืองใหม่ หวั่นทำระบบนิเวศชายฝั่งพังทั้งระบบ"


จากนโยบายการถมทะเลเนรมิตเมืองใหม่ของพรรคเพื่อไทย ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุว่า ได้สำรวจพื้นที่เบื้องต้นดำเนินการจากปากน้ำไปจนถึง จ.สมุทรสาคร รวมพื้นที่ 3 แสนไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ 2 แสนไร่ อีก 1 แสนไร่ นำไปขายทำเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ได้กำไรไร่ละ 20 ล้านบาท รวม 1 แสนไร่ เป็นเงิน 2 ล้านล้านบาท...สวยงามในมุมนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ว่าแต่...ถามชาวบ้านแล้วหรือยัง

นายวรพล ดวงล้อมจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน ระบุว่า หากต้องถมทะเลออกไป 10 กิโลเมตรจริง ระบบนิเวศชายฝั่งจะสูญหายไปทั้งระบบ ไม่ว่าป่าชายเลนและสัตว์น้ำที่หล่อเลี้ยงปากท้องคนอ่าวไทยมาเนิ่นนาน กระแสน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะเปลี่ยนทิศ เกิดปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ใหม่  สิ่งที่ตามมาคือ การล่มสลายของวิถีชุมชนชายฝั่งอ่าวไทย ทั้งผู้ประกอบอาชีพประมงขนาดเล็ก เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะหมดหนทางทำมาหากินทันที

นายวรพล กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบนตั้งแต่เพชรบุรี-ชลบุรี เตรียมประชุมและออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนถึงโครงการดังกล่าวกลางเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของ กำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมประมงสมุทรสาคร เห็นในทำนองเดียวกันว่า โครงการนี้ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา ที่สุดก็จะกระทบต่อคนทำอาชีพประมงพื้นบ้านซึ่งอาศัยอยู่ตลอดแนวฝั่งทะเล  41.8 กม. ในที่สุด

ขณะที่ ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวไม่มีวันเกิดขึ้นได้ เพราะจะสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมมาก และอยู่ในข่ายโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามมาตรา 67 วรรค 2 ต้องผ่านการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) และหากรัฐบาลนี้ดึงดันโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อม ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนก็พร้อมจะรวมตัวกันฟ้องร้องอย่างถึงที่สุด


พื้นที่บริเวณนี้ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ในโลก เป็นพื้นที่เลนมีความอ่อนตัวมาก ไม่มีใครมองออกเลยว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง อย่าลืมบทเรียนจากมาบตาพุด จะมาขายฝันว่าจะสร้างเมืองแบบดูไบ ก็ต้องบอกด้วยว่าในดูไบเองก็มีปัญหาเรื่องผลกระทบ เรื่องนี้เรายอมกันไม่ได้ ตราบใดที่ประเทศนี้ยังมีเอ็นจีโออยู่ โครงการนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ จะสู้กันกี่ศาลก็พร้อมสู้เสมอศรีสุวรรณ ระบุ

ข่าวสะเทือนใจ

นักเรียนทีมฟุตบอลยะลาเสียชีวิตเพิ่มเป็นรายที่ 9
   สุราษฎร์ธานี 14 ก.ค.-ความคืบหน้ารถตู้นักเรียนทีมฟุตบอลยุวชนอายุไม่เกิน 12 ปี จ.ยะลา ประสบอุบัติเหตุชนรถบรรทุกไม้ยางบน ถ.ทางหลวงเอเชีย 41 หลักกิโลเมตร 237-238 อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 13 คน ซึ่งผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่พักรักษาตัวที่ รพ.ใน จ.สุราษฎร์ฯ ล่าสุดบ่ายวันนี้ ด.ช.อารีฟัน สาและ ชั้น ป.6/5 โรงเรียนเทศบาล 5 (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนคร ยะลา บาดเจ็บสาหัสอยู่ในขั้นวิกฤติจากสมองบวมช้ำและไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้องไอซียู รพ.สุราษฎร์ธานี ได้เสียชีวิตลงเป็นรายที่ 9 ด้วยอาการสมองบวมเนื่องจากได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และมีอาการปอดซ้ำ

   ส่วนผู้บาดเจ็บรายอื่น นพ.ฉัตรชัย ศรีนามวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ด.ช.ลุกมาน เยง ชั้น ป.5/2 และ ด.ช.ตีรมีซี สมูซอ ชั้น ป.5/4 โรงเรียนเทศบาล 5 (บ้านตลาดเก่า) ที่ย้ายไปรักษาอยู่ในแผนกศัลกรรมประสาทมีอาการดีขึ้น ตอบสนองต่อการกระตุ้นเล็กน้อย และร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยาต่อยา แต่อาการยังไม่พ้นขีดอันตราย ต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อในปอด ส่วน ด.ช.อับดุลการิม แลแม ที่รักษาตัวอยู่ที่แผนกศัยกรรมชาย แพทย์ตรวจพบกระดูกต้นคอเคลื่อน จึงต้องรับการรักษาต่อไป คาดว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน โดยไม่อนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ส่วนค่ารักษาพยาบาลใช้สิทธิผู้ประสบภัยจากรถจะไม่มีค่าใช้จ่ายอย่างใด และคณะแพทย์โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีจะดูแลรักษาคนไข้อย่างดีที่สุด
วิเคราะห์ข่าว
     ข่าวสะเทือนใจประเภทนี้จะเป็นข่าวที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นข่าวที่เกี่ยวกับ"เด็ก"เมื่อเด็กหรือเยาชนของชาติได้ตกเป็นข่าวในแง่ไม่ดีจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะเทือนจิตใจอ่อนไหวและให้ความรู้สึกมากกว่าข่าวประเภทอื่นๆได้ง่าย จึงทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและติดตาม เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวและเป็นอนาคตของชาติ
____________________________
___________________________
สลดลูกสาวป่วยจิตคลั่ง ขังแม่เฒ่า วัย 84 !!

รวบสาวใหญ่เชียงใหม่มีอาการป่วยทางจิต ขังแม่แท้ๆวัย 84 ในห้อง พร้อมถือมีดคุมเชิงไม่ห่าง ตำรวจต้องเข้าชาร์จโชคดีไม่มีใครได้รับอันตราย
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. เวลา 13.00 น. พ.ต.ท.บุญยก สีชมพู สวป.สภ.สารภี รับแจ้งเหตุลูกใช้มีดจี้แม่เป็นตัวประกันในบ้านเลขที่ 24/1 หมู่ 8 ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังไปตรวจสอบและระงับเหตุ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น โดยบนชั้น 2 พบ นส.ระเบียบ กันธรรม อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ถือมีดปลายแหลมยาวประมาณ 1 ฟุต เดินไปมาบริเวณหน้าห้องที่ขัง นางคำมา กันธรรม อายุ 84 ปี ซึ่งเป็นแม่เอาไว้
จากนั้นตำรวจได้เกลี่ยกล่อมให้นางระเบียบเปิดประตูบ้าน เพื่อเข้าไปช่วยเหลือนางคำมาแต่นางระเบียบไม่ยินยอมโดยระแวงว่า ตำรวจจะเข้ามาทำร้าย และมีคนจะลอบฆ่า จะขอคุยกับ ดต. มงคล คำวัง ตำรวจ สภ.สารภี เพียงคนเดียวจึงแจ้งให้ ดต. มงคงมาพบ พร้อมวางแผนเข้าชาร์จนางระเบียบจนประสบความสำเร็จ
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นส.ระเบียบมีอาการป่วยทางจิตเคยเข้ารักษาที่โรงพยาบาลสวนปรุง เมื่ออาการดีขึ้นได้ออกจากโณงพยาบาลแต่ไม่ได้กินยาตามแพทย์สั่งเพราะกลัวจะอ้วนและไม่สวย จนเกิดอาการคลุ้มคลั่งดังกล่าว ตำรวจจึงนำตัวส่งโรงพยาบาลสวนปรุง ส่วนนางคำมาผู้เป็นแม่ไม่ได้รับอันตรายใดๆแต่ยังอยู่ในอาการหวาดกลัวและร้องให้ตลอดเวลาญาติต้องคอยปรอบใจ

วิเคราะห์ข่าว
ข่าวประเภทนี้เป็นข่าวสะเทือนใจและมีเนื้อข่าวที่กระทบกระเทือนจิตใจของคนในสังคม เพราะเมื่อผู้อ่านได้อ่านข่าวแล้วจะมีความรู้สึกด้านอารมณ์ในแง่ต่างๆเป็นอย่างมาก ข่าวประเภทนี้จะเน้นในเรื่องของเนื้อข่าวจะเน้นการเขียนให้เร้าอารมณ์ผู้อ่านเพื่อให้เกิดความสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  และเป็นที่สะเทือนใจของคนในสังคม
_______________________________________________
____________________________________________
แจ้งจับ! หมอวชิรฯ ทำคลอดตายทั้งแม่ทั้งลูก



พ่อโร่แจ้งความดำเนินคดี แพทย์ รพ.วชิรพยาบาล ทำคลอดลูกสาวตายทั้งแม่ทั้งลูก ซ้ำยังออกหนังสือรับรองสาเหตุการตายบิดเบือนว่า ครรภ์เป็นพิษ
(13 ก.ค. ) เมื่อเวลา 13.00 น. นายขันติพงษ์ บุตรวงษ์ บิดาของ น.ส.วิไลพร บุตรวงษ์ ที่เสียชีวิตจากการคลอดลูกที่ร.พ.วชิรพยาบาล พร้อมด้วยนางปรียานันท์ ล้อเสริมวัฒนาประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เข้าพบพนักงานสอบสวนสน.สามเสน เพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับทางนายชัยวัน เจริญโชคทวี คณบดีคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาลและนพ.ทรงยศ น้ำเพ็ชร แพทย์ผู้ทำคลอด ในข้อหาร่วมกันทำหรือออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จ และข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในใบมรณบัตร 
นางปรียานันท์ กล่าวว่า จริงแล้วไม่อยากที่จะดำเนินคดีอาญากับทางแพทย์ผู้ทำคลอดแต่อย่างใด แต่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์ในกรณีดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งตนและผู้เสียหายต้องการที่จะให้กรณีดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคม สำหรับสาเหตุในการตายนั้น ภายหลังจากที่น.ส.วิไลพรเสียชีวิตลง ทางญาติได้นำหนังสือรับรองการตายที่ออกให้โดยวชิรพยาบาล ไปทำเรื่องออกใบมรณบัตร ซึ่งในช่องสาเหตุการตายระบุว่าครรภ์เป็นพิษ แต่ความเป็นจริงแล้วจากการตรวจชันสูตรโดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวช ร.พ.รามาธิบดี ระบุตรงกันว่าสาเหตุการตายของเด็ก เกิดจากรกลอกตัว ส่วนทางแม่ของเด็กเกิดจาก เลือดออกมากในช่องท้อง เนื่องจากตับฉีกขาด แตกต่างกับสาเหตุที่ทางวชิรพยาบาลระบุไว้โดยสิ้นเชิง
ด้านนายขันติพงษ์ บิดาของผู้เสียชีวิตได้กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องมาแจ้งความในวันนี้ก็เพราะว่าต้องการให้โรงพยาบาลทุกแห่งมีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนสาเหตุการตายเพราะความผิดพลาดของตนเอง เพราะไม่เป็นธรรมกับทางญาติผู้เสียชีวิต สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2552 ขณะนี้คดีทางแพ่งได้อยู่ในชั้นศาล ซึ่งจะมีการพิพากษาในวันที่ 31 ส.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งตนไม่อยากที่แจ้งความหลังจากคดีพิพากษาแล้ว กลัวว่าจะเป็นการหาว่าขี้แพ้ชวนตี แต่อยากให้เป็นบรรทัดฐานของสังคมมากกว่า

วิเคราะห์ข่าว
           ข่าวนี้เป็นข่าวสะเทือนใจที่แสดงถึงการสะเทือนด้านจิตใจ ซึ่งต่างกับข่าวอื่น เช่น ข่าวบันเทิงที่เป็นข่าวที่แสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น ข่าวการเมืองเป็นข่าวเกี่ยวกับด้านสังคม ซึ่งข่าวสะเทือนใจมักจะมีเนื้อข่าวที่สมบูรณ์ และบอกเล่าชัดเจน ทำให้ข่าวสะเทือนใจมักมีเนื้อหาที่ยาว และดูค่อนข้างยืดเยื้อ ทำให้มักไม่ค่อยมีใครติดตามอ่าน หากมีเนื้อหาที่ไม่น่าสนใจจริงๆ จึงมีการนำข่าวสะเทือนใจมาพาดหัวหน้า 1 อยู่ประจำ

____________________________________________
___________________________________________