สำนักข่าว : NEW-NEWSVERYHOT

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

สภาพอากาศหรืออาถรรพ์ 9 วัน 17 ศพ

เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยทหารเฉพาะกิจทหารเสือ แบล็กฮอว์ก เบลล์ 212 ตกที่อำเภอแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี พบศพผู้เสียชีวิตทั้งหมด 17 คน บาดเจ็บสาหัส 1 คน สาเหตุคาดว่าไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุทางพื้นดินอย่างแน่นอน โดยชาวบ้านในพื้นที่คาดว่าอาจจะเป็นอาถรรพ์ของเจ้าที่ในบริเวณนั้น

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา ได้รับรายงานข่าวว่า เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยทหารเฉพาะกิจทหารเสือตกบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยในที่เกิดเหตุพบศพนายทหารทั้งหมด 5 นาย โดยสาเหตุนั้นคาดว่าไม่ได้เกิดจากปัญหาภาคพื้นดินอย่างแน่นอนเพราะมีการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานตลอดเวลา 
วันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ได้รับรายงานข่าวว่ามีเฮลิคอปเตอร์ตกเป็นลำที่ 2 ที่อ.แก่งกระจาน เฮลิคอปเตอร์ลำที่ 2 ชื่อว่า แบล็กฮอว์ก ครั้งนี้พบศพผู้เสียชีวิตทั้งหมด 9 คน หนึ่งในนี้เป็นช่างภาพของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 หลังจากได้มีการเข้าไปลำเลียงผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งแรกออกมาแต่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน
วันที่ 24 กรกฎาคม เฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 ลำเลียงผู้เสียชีวิตตกเป็นลำที่ 3 โดยสาเหตุที่เกิดในครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับสภาพอากาศแต่คาดว่าน่าจะเกิดจากตัวเครื่องขัดข้อง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 3 คน และบาดเจ็บสาหัส 1 คน
อุบัติเหตุในครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 17 คน บาดเจ็บสาหัส 1 คน ภายในเวลา 9 วัน แต่ยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าอุบัติเหตุที่สร้างความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้เกิดจากสาเหตุอะไร จนทำให้ชาวบ้านที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุต่างให้ข้อสงสัยว่าเป็นอาถรรพ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นั่นหรือไม่ เพราะบริเวณที่เกิดเหตุเป็นบริเวณที่ติดกับชายแดน และได้มีการพูดถึงอาถรรพ์ของพ่อปู่เขาเจ้า และเจ้าพ่อเขาพระป่วง ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านแก่งกระจานทั้งชาวไทยและกระเหรี่ยง ในวันที่มีการลำเลียงศพออกมานั้นท้องฟ้าเกิดมืดครึ้ม จึงได้มีการทำพิธีขอขมาต่อเจ้าที่ สิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจคือหลังจากที่ทำพิธีเสร็จแล้วท้องฟ้าเปิดทันที และยังเกิดปรากฏการณ์สายรุ้งขึ้นบนยอดเขาอีกด้วย ทำให้การทำงานของเหล่าทหารที่ลำเลียงศพออกมานั้นดำเนินการไปได้ด้วยดี
อย่างไรก็ตามอุบัติเหตุในครั้งนี้สร้างความสูญเสียให้แก่ประเทศชาติครั้งยิ่งใหญ่  และหลังจากนี้ได้มีการนำศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดออกจากพื้นที่เกิดเหตุแล้วนำกลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป
แก้ไขโดย : นางสาวกฤษณี  อังคสุทธิพงษ์ ตอนเรียน B1 รหัส 51122760385

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

รายงานข่าวกลุ่ม



นางสาว นุชนาฏ สุทธิวารี    ตอนเรียน B1  51122760098 [เขียนสคริป]
นางสาว ไข่มุก พรเลิศนิมิตร  ตอนเรียน B1  51122760377 [ผู้สื่อข่าวภาคสนาม]
นางสาว กฤษณี อังคสุทธิพงษ์ ตอนเรียน B1  51122760385 [ผู้สื่อข่าว]
นางสาววีรวรรณ เทพมงคล   ตอรเรียน B1  51122760386  [ผู้สื่อข่าวภาคสนาม]
นาย ธนวัฒน์ นุ่มอ่วม     ตอนเรียน B1   51122760395  [เรียบเรียง ตัดต่อ]

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

งานClipVDOรายงานข่าวเดี่ยว แก้ไข


 
นางสาวไข่มุก  พรเลิศนิมิตร ตอนเรียน B1 รหัส 51122760377 ____________________________________________________
____________________________________________________

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

Clipvdo รายงานข่าวเดี่ยวแก้ไข


นายธนวัฒน์  นุ่มอ่วม ตอนเรียน B1 รหัส 51122760395
______________________________________________________
______________________________________________________

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

Clip VDO การรายงานข่าวเดี่ยว



นางสาวนุชนาฎ สุทธิวารี ตอนเรียน B1 51122760098
____________________________________________________
____________________________________________________


นางสาวไข่มุก  พรเลิศนิมิตร ตอนเรียน B1 รหัส 51122760377 ____________________________________________________
____________________________________________________


 นางสาวกฤษณี  อังคสุทธิพงษ์  ตอนเรียน B1  รหัส 51122760385
____________________________________________________
____________________________________________________


นางสาววีรวรรณ  เทพมงคล ตอนเรียน B1 รหัส 51122760386
____________________________________________________
____________________________________________________


นาย ธนวัฒน์ นุ่มอ่วม ตอนเรียน B1 รหัส 51122760395
____________________________________________________
____________________________________________________

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ผลวิจัยชี้ ประชาชนยังแฮปปี้ นโยบาย เพื่อไทย

          


          งานหนักของพรรคเพื่อไทยยังไม่หมด หลังจากจัดตั้งตำแหน่งครม.เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาที่ต้องทำงานตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนกันอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียทีสำหรับรัฐบาลชุดใหม่
           ในบรรดานโยบายหลักๆของพรรคเพื่อไทยที่ได้กล่าวไว้กับประชาชนคือ “สิ่งแรกที่พรรคเพื่อไทยจะทำหากได้เป็นรัฐบาล คือลดภาระในเรื่องของค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มเงินเดือน ป.ตรี หรือ จะเป็นการยกเลิกกองทุนน้ำมัน ” คำพูดเหล่านี้เป็นสัจจะที่ได้ให้ไว้กับประชาชน ประชาชนจึงเลือกท่านมาเป็นรัฐบาล
           ย้อนไปเมื่อวันที่ 10 กรกฏาคม หลังการเลือกตั้ง เอแบคโพลเผยว่า ประชาชนมีมวลความสุขเพิ่มมากขึ้นและอยากให้พรรคเพื่อไทยทำสิ่งที่เคยหาเสียงไว้ “ทำทันที” ในอันดับต้นๆ ได้แก่ ร้อยละ 93.7 ต้องการให้พรรคเพื่อไทย ปราบปรามยาเสพติด รองลงมาคือ ร้อยละ 90.9 ให้สร้างความปรองดองของคนในชาติ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข อันดับที่สาม ร้อยละ 89.5 ลดราคาน้ำมันเบนซิน 6 – 7 บาทต่อลิตร และลดดีเซลลง 2 บาทต่อลิตร (เอแบคโพล : 10 ก.ค. 54)
           จนถึงวันนี้แล้วนโยบายเหล่านี้เริ่มจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังไม่ชัดเจนดังที่กล่าวไว้ตอนหาเสียง เพราะในการที่จะทำได้จริงนั้นต้องมองถึงภาพรวมต่างๆจึงต้องใช้เวลาในการทำนโยบายต่างๆให้เป็นจริงนั้นนานพอสมควรอยู่ แต่ผลวิจัยชี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงพอใจกับพรรคเพื่อไทยในการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายในสัปดาห์ที่ผ่านมา
           สำนักวิจัยเอแบคโพล เผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง การอภิปรายนโยบายของรัฐบาล กับความนิยมของสาธารณชนต่อพรรคเพื่อไทย พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 61.3 รู้สึกว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาล มีบรรยากาศเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 37.0 มีความหวังลดลงในเรื่องความปรองดองของคนในชาติ และร้อยละ 29.9 มีความหวังเพิ่มขึ้น
ส่วนนโยบายเรื่องอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน มีประชาชน ร้อยละ 54.8 เห็นว่านโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน เช่นเดียวกับนโยบายให้เงินเดือน 15,000 บาทสำหรับผู้จบปริญญาตรี ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 69.1 คิดว่า คำว่า “รายได้” กับ “เงินเดือน” มีความแตกต่างกัน สำหรับการประเมินความพึงพอใจต่อการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลได้ 6.02 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 รองลงมาคือ ผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ 5.87 คะแนน สมาชิกวุฒิสภา ได้ 5.59 คะแนน และฝ่ายค้านได้รับคะแนนประเมินน้อยที่สุด 5.56 คะแนน และประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 74.5 ให้โอกาสรัฐบาลทำงานเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป ร้อยละ 41.8 ให้โอกาสอยู่จนครบวาระ และร้อยละ 8.9 ให้อยู่ไม่เกิน 6 เดือน (เอแบคโพล: 28 ส.ค. 54)

          อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังคงต้องทำงานหนักกันต่อไปตามนโยบายที่ไห้ไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนผิดหวัง และผลงานวิจัยนี้เป็นเพียงงานวิจัยภายในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น หากต้องมองกันในระยะยาวแล้วประชาชนยังจะเห็นด้วยเห็นดีกับนโยบายดังกล่าวและสนับสนุนการทำงานของพรรคเพื่อไทยต่อหรือไม่นั้น คงต้องดูต่อไปอีกเป็นปีๆสำหรับพรรคเพื่อไทย


                                      ข่าวเชิงวิจัย เขียนโดย : นาย ธนวัฒน์ นุ่มอ่วม ตอนเรียน B1 51122760395

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คิดอย่างไรกับการแถลงนโยบายของรัฐบาล




         ศูนย์ วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า หลังจากที่ได้ฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาฯแล้ว พบว่า ร้อยละ 35.6 รู้สึกพอๆ กับที่คาดหวังไว้ก่อนการแถลงผล ดีกว่าที่คาดหวังร้อยละ 19.0  แย่กว่าที่คาดหวังร้อยละ 13.5  และไม่ได้คาดหวัง ร้อยละ 31.9
         ประชาชนมีความเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่สามารถทำให้เห็นผล
ชัดเจนเป็นรูปธรรมได้ในปีแรกมีเพียงนโยบายเดียวคือ   นโยบายด้านความสัมพันธ์กับประเทศ
เพื่อนบ้านและนานาประเทศ

        ทั้งนี้ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการทำหน้าที่ในสภาฯ  ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  ผู้นำฝ่ายรัฐบาลได้ 6.61 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.27 คะแนน   ฝ่ายรัฐบาลได้ 6.39 คะแนน   ฝ่ายค้านได้ 5.16 คะแนน  ประธานสภาฯได้ 6.29 คะแนน  และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ 5.88 คะแนน
แต่สำหรับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล และการอภิปรายของฝ่ายค้าน จำนวนทั้งสิ้น 1,352 คน สรุปว่า ความมั่นใจของประชาชนต่อโครงการสำคัญๆ ของรัฐบาลหลังการแถลงนโยบาย เมื่อถามถึงการเพิ่มค่าจ้างให้แก่แรงงาน 300 บาทต่อวัน ทันที 42.14% ไม่ค่อยมั่นใจ เพราะมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง ,อาจส่งผลต่อแรงงานไทย หันไปใช้แรงงานต่างด้าวแทน ฯลฯ 22.26% ค่อนข้างมั่นใจ เพราะ รัฐบาลคงไม่ต้องการที่จะเสียคำพูดหรือสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน, เป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมแล้ว ฯลฯ 19.28% ไม่มั่นใจเลย เพราะ มีหลายฝ่ายคัดค้าน ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ฯลฯ 16.32% มั่นใจมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานต่างเฝ้ารอการปรับขึ้นค่าแรง, เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้สัญญาไว้ ฯลฯ

        จากผลการสำรวจตามโพลต่างๆจะเห็นได้ว่าประชาชนโดยทั่วไปมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ทั้งนี้ประชาชนโดยส่วนใหญ่ได้เลือกที่จะให้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงานเเล้วก็ต้องยอมรับการทำงานของรัฐบาลต่อไป เเต่ผลการสำรวจต่างๆที่กล่าวถึงนั้นจะเป็นแนวทางและเป็นการแสดงถึงทัศนคติของประชาชนให้รัฐบาลทราบว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่นั้นมีความคิดเป็นอย่างไร และสามารถนำไปปรับใช้ แก้ไขปัญญาหาต่อไป



ข่าวเชิงวิจัย (นางสาว ไข่มุก พรเลิศนิมิตร รหัส 51122760377 ตอนเรียน B1)

ความหวังครั้งใหม่กับครม.ยิ่งลักษณ์ (แก้ไข)

                                       

คณะรัฐมนตรีชุด ใหม่พร้อมสร้างผลงานพิสูจน์ศักยภาพ เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ หลายฝ่ายต่างจับจ้องการทำงาน ทำให้ได้อย่างพูด .....
   
                 ลงตัวเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ ครม.ใหม่ ในรัฐบาลภายใต้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังจากการนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทั้ง 35 คน เดินทางเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ภายหลังการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ 1” แล้ว ก็ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วนของสังคม ทั้งเบื้องหลังที่มา หน้าตา และความสามารถของรัฐมนตรีแต่ละคนอย่างกว้างขวาง  
                แต่ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้นจากการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฏรครั้งล่าสุด รวมถึงคะแนนความเห็นชอบที่ได้รับจากการลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ มากถึง 296 เสียง แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังของประชาชนชาวไทยว่าต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบแนว ทางในการบริหารพัฒนาประเทศ โดยหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ดูแลแก้ปัญหาให้ตรงจุด และคาดว่าจะสามารถทำงานได้ดีกว่ารัฐบาลชุดก่อน   
                จากนี้ต่อไปทุกสายตาจะเริ่มจับจ้องการทำงานของรัฐบาลใหม่ว่าจะสามารถทำได้ ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงหรือ ไม่ และต้องมีการเตรียมมาตรการรองรับนโยบายที่จะนำไปใช้จริง เพื่อพิสูจน์ศักยภาพในการทำงานของตนเองและผลักดันข้อครหาเรื่องความโปร่งใส อย่างแท้จริง
               
                นางสาวบัณพร บรรณฑิต  ให้ความเห็นว่า ครม.ชุดใหม่ มีการวางตัวที่ไม่เหมาะสมในบางกระทรวง และอยากให้มีมาตรฐานในการจัดวางตำแหน่งให้เหมาะกับความสามารถของบุคคล เพื่อจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
               “ บางคนเป็นมือใหม่ซึ่งเราไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นผลงานที่ออกมา  บางคนก็มีความโดดเด่นในเรื่องหนึ่งแต่กลับมาปรากฏชื่อในตำแหน่งรัฐมนตรี อีกกระทรวงหนึ่ง จากประเด็นนี้จึงทำให้หลายคนเกิดคำถามและตั้งข้อสงสัยขึ้นมา  ซึ่งปรากฏว่าเค้าไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อนเลย เพราะเหตุนี้ก็เลยเกิดความสงสัยว่าด้วยคุณสมบัติอะไรถึงได้มาอยู่ในกระทรวง นี้ ผิดฝาผิดกระทรวงไปรึเปล่า แต่ว่าถ้าพูดในความเป็นกลางก็คือ ต้องให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ได้ทำงานก่อน ต้องดูว่าเค้าจะทำงานได้ดีมากน้อยแค่ไหน อาจจะทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ก็ได้หรือไม่ได้ดั่งใจคิดก็ไม่รู้ เรื่องนี้จึงต้องใช้เวลาในการทำงาน เราถึงจะรับรู้ได้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีประสิทธิภาพอย่างไร สามารถทำให้ประเทศชาตินั้นดีขึ้นรึเปล่า นางสาวบัณพรกล่าว
               ทางด้าน นางสาวบุษกร สุวรรณโชติ นักศึกชั้นปีที่4 ซึ่งเป็นตัวแทนในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งกล่าวว่า  “ไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากมายกับครม. ชุดนี้เท่าไหร่  เราต้องให้เวลากับรัฐบาลชุดใหม่นี้ก่อน เพราะว่าเราก็ยังไม่รู้ว่าใครทำงานดีแค่ไหน ประสบการณ์เป็นอย่างไร ควรที่จะต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ถึงจะรู้ได้ว่าครม.ชุดนี้นั้นดีอย่างไร เพราะผลงานเป็นตัวพิสูจน์ที่ดีที่สุด
                ในขณะที่ นายอดิศักดิ์  ปานอำพันธ์พงษ์ พ่อค้าขายอาหารตามสั่งเขตจรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ อีกทั้งยังสนับสนุนพรรคประชาธิปปัตย์ และอยากให้คุณอภิสิทธิ์ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป เนื่องจากคุณยิ่งลักษณ์นั้นไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อนและรายชื่อคณะ รัฐบาลชุดนี้ก็เป็นบุคคลที่มีข้อต้องสงสัยกันมาแล้วทั้งนั้น
    “ ผมคิดว่า นายกคนใหม่อาจจะอ่อนประสบการณ์ ทำให้การทำงานมีความล่าช้า ไม่สามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ส่วนตัวของผมสนับสนุนการทำงานของพรรคคุณอภิสิทธิ์ซะมากกว่า ผมอยากจะฝากบอกถึงคุณยิ่งลักษณ์และคณะรัฐบาลยิ่งลักษณ์1ด้วยว่า ขอให้เข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติด้วยความตั้งใจจริง เพื่อความสงบสุขของพี่น้องชาวไทย และทำตามนโยบายของพรรคที่ตั้งไว้ให้ได้
   
                หลังจากมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนล่าสุด และ จัดตั้ง ครม. ยิ่งลักษณ์1 อย่างเป็นทางการ ก็ก่อเกิดกระแสความคิดมากมาย ทั้งจากกลุ่มคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกคนล้วนคาดหวังไปในทิศทางเดียวกันคือ หวังให้ประเทศไทยกลับมาสามัคคีก ภายใต้ร่มเงาพระเจ้าอยู่หัว  มีความเจริญทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ รวมถึงการพัฒนาระบบการบริหารที่โปร่งใสเป็นธรรม และหวังว่าจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง
  
                                                                                       น.ส. ไข่มุก  พรเลิศนิมิตร รหัส 51122760377 B1 (แก้ไขงานค.ร.ม)

ความหวังและนโยบายที่ท้าทายของนายกฯยิ่งลักษณ์


หลังจากที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ต่างก็มีประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนโยบาย การบริหารประเทศและเศรษฐกิจ ว่าจะพัฒนาไปทางใดหรือรูปแบบใด ที่ผ่านมาล่าสุดก็มีได้มีการจัดตั้งตำแหน่งให้กับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำให้ความคิดเห็นของประชาชนมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดการสำรวจโพลต่างๆ เกี่ยวกับรัฐบาลขึ้น เพื่อความถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐบาล

นิด้า ได้จัดทำนิด้าโพลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง ความคิดเห็นต่อรัฐมนตรีที่ตนรู้จักและรัฐบาลยิ่งลักษณ์
พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่ารัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ ตามลำดับ ดังนี้

1. ปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้องได้ร้อยละ 56.65
2. การแก้ปัญหายาเสพติด ร้อยละ 55.8
3. ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 51.21
4. ความไม่สามัคคีของคนในชาติ ร้อยละ 34.09
5. การทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 24.12
6. ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 13.85
ส่วนระดับความเชื่อมั่นในเรื่องความสามารถในการแก้ไขปัญหา และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จากคะแนนเต็ม 10 ได้ 6.59 คะแนน
จากผลสำรวจนี้เป็นเพียงแค่การสุ่มสำรวจจากประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่แนวโน้มก็โน้มไปทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลักตามความคาดคิดของประชาชน และในเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องนี้ ทำให้นโยบายด้านค่าแรงนั้นเป็นที่จำตามองเป็นประเด็นต่อมา อ้างอิงจากสวนดุสิตโพลนั้น ประชาชนส่วนมากไม่มั่นใจถึงร้อยละ 42.14% ที่ค่าแรงจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน และร้อยละ 44.38% ก็ไม่มั่นใจในการเพิ่มเงินเดือนให้กับผู้สำเร็จปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน เช่นกันเพราะจากเหตุผลจากการสำรวจนั้น จะได้ความคิดเห็นว่า การเพิ่มค่าแรงเป็นการสร้างภาระให้กับหน่วยงาน และผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ซึ่งนโยบายนี้เป็นนโยบายที่ท้าทายมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้ แต่ก็สร้างความไม่มั่นใจของประชาชนไปเกือบครึ่ง
อย่างไรก็ตาม หลายๆ ประเด็นในตอนนี้จากโพลและผลสำรวจต่างๆ น่าจะเป็นแรงผลักดันให้นายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งในการบริหารประเทศให้ได้ผลดีที่สุด เพื่อสร้างความยอมรับจากสังคมให้ยอมรับและเชื่อมั่นต่อไป

ข่าวเชิงวิจัย น.ส.วีรวรรณ  เทพมงคล ตอนเรียน B1 รหัส 51122760386

ผลโพลชี้ รัฐบาลต้องเน้นความปรองดอง

พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการแถลงข่าวถึงเรื่องนโยบาย เป็นนโยบาย เร่งด่วนที่โดยทางพรรคเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรเข้ามาแก้ไข
เปิดเผยข้อมูลแล้วสำหรับ นโยบาย เร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือที่เรียกกันว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 โดยทางพรรคเพื่อไทยได้ทำเอกสารและได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 โดยแบ่งนโยบายเร่งด่วนออกเป็น 8 ประเภท
1.   นโยบาย เร่งด่วนจะเริ่มทำทันทีในปีแรกคือสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ  แก้ไขปัญหายาเสพติด ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา และเร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมือง
2. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ พัฒนาและเสริมสร้าง  ระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง
3.     นโยบายเศรษฐกิจ
4.     นโยบายคุณภาพชีวิต
5.     นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6.      นโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
7.      นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
8.      นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
โดยทางพรรคยังเน้นด้วยว่า นโยบายเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องมีการเสริมสร้างจิตสำนึกประชาชนในชาติให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน โดยการเชิดชู ปกป้อง ไม่ให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้
และการเปิดเผยข้อมูลนี้ทางสวนดุสิตโพลของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้มีการทำผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการแถลงข่าวนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,108 คน ผลออกมาว่า จากคะแนนเต็ม 10 คะแนนประชาชนให้คะแนนรัฐบาล 5.61 คะแนน และให้ฝ่ายค้าน 5.38 คะแนน 62.79% สิ่งที่ประชาชนได้รับจากการแถลงนโยบายในครั้งนี้คือมีความชัดเจนในรายละเอียดของนโยบาย เข้าใจนโยบายมากขึ้น รู้ถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาล แต่ในทางกลับกัน 60.38% สิ่งที่ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายจากการแถลงนโยบายคือ การโต้เถียง ทะเลาะกันไปมา มีการประท้วงจนจับใจความ
นโยบายที่เห็นได้ชัดของรัฐบาลชุดนี้คือเรื่องการปรองดอง การสมานฉันท์ของคนในชาติ การปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น เป็นนโยบายแรกที่รัฐบาลจะเข้ามาแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยนายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า จากผลสำรวจเชิงวิจัยเรื่องความหวังต่อความปรองดองของคนในชาติ กรณีศึกษาของประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัด พบว่า ร้อยละ 62.4 ต้องการให้รัฐบาลเน้นอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการ แนวทางการสร้างความปรองดองที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และ ร้อยละ 47.94 ต้องการให้ฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องความเป็นไปได้ของนโยบายและวิธีปฏิบัติ และในเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 55.02 ต้องการให้รัฐบาลอภิปรายเรื่องจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรมของข้าราชการและนักการเมือง ส่วนร้อยละ 72.22 ต้องการให้ฝ่ายค้านอภิปรายเน้นการตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมือง
อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเป็นนโยบายเร่งด่วนหรือนโยบายอื่นๆ เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขและทำให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ต้องไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อประชาชนหรือความมั่นคงของชาติ                                                   
ข่าวเชิงวิจัย : นางสาวกฤษณี  อังคสุทธิพงษ์  ตอนเรียน B1  รหัส 51122760385