นศ. กับค่าตอบแทน ป.ตรี 15,000 จะ เจ๋ง หรือ เจ๊ง
จากการที่รัฐบาลชุดใหม่ได้มีนโยบาย เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และ ปริญญาตรีเงินเดือน 15,000บาท ทำให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงจากนโยบายเหล่านี้อย่างท่วมท้น และเมื่อได้มาเป็นรัฐบาลแล้วประชาชนหลายคนมีข้อสงสัยว่านโยบายเหล่านี้จะทำได้จริงหรือไม่
สำหรับข้อมูลที่ต้องนำมาใช้กับนโยบายนี้ทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยต้องทำการศึกษาเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด เรียกได้ว่าต้องทำงานหนักกันทีเดียวเลยสำหรับพรรคเพื่อไทยถ้ายืนยันว่านโยบายนี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับเงินเดือน พรรคเพื่อไทยสามารถทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้แต่ต้องปรับแก้กฎหมายเปิดทางให้ขึ้นเงินเดือนได้สูงกว่าร้อยละ 10นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าว กรณีพรรคเพื่อไทย มีนโยบายปรับขึ้นฐานเงินเดือนระดับปริญญาตรี ที่จะเข้าทำงานในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเพิ่มเป็น 15,000 บาทต่อเดือน โดยให้มีผลในเดือน ต.ค. นี้ว่า การกำหนดให้ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจสามารถทำได้ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยทยอยขึ้นไม่เกินครั้งละร้อยละ 10 หากเกินว่านี้ จะต้องเสนอรัฐบาลให้แก้ไขกฎหมาย ซึ่งนโยบายของพรรคเพื่อไทย เป็นการปรับขึ้นเงินเดือนสูงถึงร้อยละ50 จึงต้องปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนข้าราชการใหม่ทั้งหมด รวมทั้งแก้ไข พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หรือออกเป็นพระราชกฤษฎีกามารองรับ โดยปัจจุบันโครงสร้างเงินเดือนของระบบข้าราชการแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ บริหาร อำนวยการ วิชาการ และทั่วไป โดยเงินเดือนบรรจุข้าราชการใหม่อยู่ที่ 9,100 บาทต่อเดือน
ซึ่งปัญหานี้พรรคเพื่อไทยต้องทำให้ได้กันอย่างเท่าเทียม ถ้าทำได้คาดว่าในอนาคตจะมีคนหันมารับราชการกันมากขึ้นเพราะเงินเดือนเทียบเท่ากับหน่วยงานเอกชน
ปัจจุบันจำนวนข้าราชการในระบบมีทั้งสิ้นรวม 2 ล้านคน แยกเป็นข้าราชการพลเรือนสังกัด (ก.พ.) จำนวน 4 แสนคน และข้าราชการพลเรือนสังกัดหน่วยงานอื่นๆอีก 1.6 ล้านคนซึ่งการปรับเงินเดือนข้าราชการคงต้องทำให้ครอบคลุมทั้งหมดไม่ใช่แค่เฉพาะข้าราชการบรรจุใหม่แต่ข้าราชการที่มีอยู่เดิมก็ต้องได้รับการปรับเงินเดือนด้วยเช่นกัน เช่นคนที่ทำงานมาแล้ว 3 ปี แต่ได้เงินเดือนไม่ถึง 1 หมื่นบาท ซึ่งถือว่ามีประสบการณ์ก็ต้องขยับเงินเดือนให้สูงกว่า 1.5 หมื่นบาทเพื่อให้ข้าราชการเดิมรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม
เมื่อถามถึงแหล่งเงินหรือจำนวนเงินที่ต้องนำมาใช้เพื่อสนองนโยบายนี้กรมบัญชีกลางต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าวประมาณปีละ 15,240 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มที่นำมาประกอบการคำนวณงบประมาณที่ต้องการดังกล่าวนั้น ประกอบด้วยข้าราชการ ลูกจ้าง วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป ที่ได้รับเงินเดือนรวมเงินเพิ่มค่าครองชีพแล้วไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 277,151 รายใช้งบประมาณเพิ่มเดือนละ 1,100 ล้านบาท หรือปีละ 13,200 ล้านบาทขณะที่ข้าราชการปริญญาตรีที่จะบรรจุใหม่ในปี 55 เพื่อทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุจำนวน 28,199 ราย ใช้งบประมาณเพิ่มเดือนละ 170 ล้านบาท หรือปีละ 2,040 ล้านบาท
แหล่งข่าวกล่าวว่า “นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะปรับเงินเดือนข้าราชการที่มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท ให้เพิ่มเป็น 1.5 หมื่นบาท ที่จะเริ่ม 1 ต.ค.นี้ จะทำให้ต้องใช้งบประมาณปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท เพราะหากตรวจสอบดูแล้วปัจจุบันมีข้าราชการที่ได้เงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท อยู่ประมาณ 2.77 แสนรายซึ่งจะทำให้ต้องเพิ่มงบส่วนนี้อีกประมาณปีละ 1.3 หมื่นล้านบาทแล้วยังมีข้าราชการปริญญาตรีที่จะบรรจุใหม่ในปี 55 อีกประมาณ 2.8 หมื่นรายทำให้ต้องเพิ่มงบอีกปีละ 2 พันล้านบาท”
เรียกได้ว่ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทยต้องหันมาเพิ่มเงินที่จะมาใช้กับนโยบายในส่วนนี้มากเลยทีเดียวซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบหลายๆด้านซึ่งอาจจะรวมทั้งผลดีและผลเสียตามมา
ในด้านของผลกระทบทางด้านบวกนายนนทิกร กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการปรับเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่เป็น 15,000 บาท ต่อเดือน จะช่วยจูงใจให้เด็กรุ่นใหม่หันมารับราชการมากขึ้น เพราะมีอัตราเงินเดือนที่สามารถแข่งขันกับเอกชนได้ ทำให้หน่วยงานราชการได้เด็กเก่งๆ เข้ามาช่วยทำงาน แต่ การคัดเลือกเด็กเข้ามาสู่ระบบราชการคงต้องเข้มข้นขึ้น เพื่อให้ได้คนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการทำงานของผู้ทำงานเดิมให้ประชาชนรู้สึกคุ้มค่ากับ ภาษีที่จ่ายไป
แต่ในทางกลับกันนโยบายปรับขึ้นเงินเดือนระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ที่รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการเฉพาะราชการก่อนนั้น รัฐบาลก็ควรคำนึงถึงประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงความเหมาะสมเรื่องงบประมาณที่จะมาดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวจะส่งผลทางอ้อมต่อเอกชนในเรื่องของการแข่งขัน เมื่อราชการเงินเดือนดีผู้จบปริญญาตรีจะแห่ เข้าราชการมากกว่าเอกชน และสุดท้ายเมื่อราชการเงินเดือนสูงมักจะมีผลต่อภาวะเงินเฟ้อตามมา
ดังนั้นจากการที่รัฐบาลชุดใหม่จะปรับขึ้นค่าเงินเดือน ป.ตรี ขั้นต่ำ 15,000 บาท นักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่า ชีวิตการทำงานและค่าตอบแทนหลังจากจบการศึกษาเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวังทุกคนต่างก็ต้องการที่จะได้งานที่ดี ได้ค่าตอบแทนที่พอกับค่าใช้จ่าย สำหรับค่าตอบแทนของนักศึกษาปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่สูง อย่างไรก็ดีทุกคนต่างก็ต้องการที่จะได้เงินเดือนที่เยอะ แต่ถ้าเทียบกับแรงงานขั้นต่ำในปัจจุบันถือว่าเยอะมากซึ่งก็ไม่มีธุรกิจหรือองค์กรไหนที่จะเห็นด้วยกับค่าตอบแทนนี้ แต่ถ้าลองมองกลับกันเงินเดือนระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 8,500 – 9,500 บาท แทบจะไม่พอค่าใช้จ่ายสำหรับคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และสำหรับในต่างจังหวัดก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วกับค่าตอบแทน 15,000 บาท สุดท้ายทุกคนก็ได้แต่หวังให้เศรษฐกิจดีขึ้นและหวังให้รัฐบาลบริหารประเทศให้ดีขึ้น
______________________________________________________________
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น