
ป.ตรี ยังเครียดกับปัญหาการหางานทำ ถึงแม้รัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำของนักศึกษาที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท/เดือน จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาท/เดือน แต่นักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่าการหางานทำยังยากอยู่ดี
ปัจจุบันนักศึกษาที่จบปริญญาตรีมีเป็นหมื่นๆคนต่อปี ซึ่งตำแหน่งงานว่างย่อมมีไม่เพียงพอสำหรับนักศึกษาที่จบอย่างแน่นอน ซี่งแตกต่างจากสายอาชีวะที่ทางสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ พยายามรณรงค์ให้นักเรียน-นักศึกษาหันมาเรียนสายอาชีวะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะมีงานรองรับที่แน่นอนกว่านักศึกษาที่จบปริญญาตรี
ทางด้าน ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงศ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงานกล่าวว่า การว่างงานที่มีปัญหามากที่สุดคือ ผู้เรียนจบระดับปริญญาตรี ที่เห็นชัดเจนคือแม้เศรษฐกิจจะโตขึ้นกว่า 7% ในปี 2553 แต่การว่างงานในระดับปริญญาตรีกลับไม่ลดลงแต่มีเพิ่มขึ้น โดยปี 2551 ระดับปริญญาตรีมีผู้ว่างงาน 82,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 104,000 คนในปี 2553 (ข้อมูลจาก:ประชาชาติธุรกิจ)
จากประเด็นดังกล่าวทำให้นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีเกิดอาการหวั่นขึ้นมาตามๆกันถ้าหากเรียนจบไป จะสามารถหางานทำได้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกสำหรับเรื่องนี้ เราจึงไปสัมภาษณ์ความคิดเห็นของเหล่านักศึกที่กำลังศึกษาอยู่กันว่าพวกเขาคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ และอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ทำอะไรนอกจากแค่ขึ้นเงินเดือน
นางสาว นุชนาฏ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า : จากนโยบายขึ้นเงินเดือนขึ้นต่ำของรัฐบาลเป็น 15,000 บาท ดิฉันคิดว่าน่าจะส่งผลดีกับกับผู้ที่จบปริญญาตรี แต่ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าจะหางานยากขึ้น เนื่องจากค่าครองชีพต่อวันค่อนข้างสูงโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แต่ในขณะเดียวกัน การปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำส่วนตัวเชื่อว่าจะทำให้หางานยากขึ้น และอาจทำให้บริษัทลดจำนวนพนักงานให้น้อยลงเนื่องจากมีค่าใช่จ่ายในการจ้างงานสูงขึ้นและ สิ่งที่ขึ้นอาจจะทำให้เกิดการว่างงานของปริญญาตรีเพิ่มสูงขึ้น
เช่นเดียวกับมุมมองของ น.ส. อาจาริน นักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีที่ไปศึกษาอยู่ต่างประเทศคิดว่า : เรื่องขึ้นเงินเดือนตอนนี้คิดว่าไม่น่าสนใจเท่าเรื่องหางานให้ได้ แทนที่จะมีมาตรการขึ้นเงินเดือนเอาเงินที่ใช้กับนโยบายนี้มาสร้างสถาบันหางานที่มันมีผลรับรองว่าหางานได้น่าจะดีกว่า แล้วก็อยากให้มีการจัดตั้งสถาบันที่หางานแล้วส่งเด็กไปทำงานที่เมืองนอกบ้างก็ดี เพราะปัจจุบันประเทศไทยก็ยังเป็นรองเรื่องการเปิดบริษัท บริษัทส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็เป็นบริษัทลูกๆของบริษัทใหญ่ๆในเมืองนอกทั้งนั้น แล้วถ้าปริญญาตรีหางานได้ยากกว่าอาชีวะจริงๆก็ควรจะมีสถาบันฝึกการอบรมวิชาชีพสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีที่เพิ่งเรียนจบไปด้วย
ส่วนนาย พิศุทธ์ นักศึกษาที่จบสายอาชีวะและมาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีกลับคิดต่างกับนักศึกษาปริญญาตรี ว่า : การที่มาเรียนต่อในสายปริญญาตรีเพราะคิดว่าการจบปริญญาตรีจะมีระดับความน่าเชื่อถือในการเข้าทำงานมากกว่าการจบสายอาชีวะเพียงอย่างเดียวจึงเลือกมาศึกษาให้จบ ป.ตรี ต่อ จริงอยู่ที่สายอาชีวะจบมาสามารถมีงานรองรับที่แน่นอนกว่าและบุคลากรในด้านนี้ก็ขาดตลาดอยู่แต่บริษัทส่วนใหญ่ปัจจุบันนี้ขั้นต่ำที่พวกเขารับคนเข้าทำงานคือการจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี แต่การหางานทำในยุคนี้ก็ยากอยู่ดีจึงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปริญญาตรีตกงาน มากกว่าการเพิ่มเงินเดือน
จากการสัมภาษณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่านักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ส่วนใหญ่เป็นห่วงเรื่องการหางานทำสำคัญมากกว่าการขึ้นเงินเดือนป.ตรี ทางเราจึงอยากฝากขอให้มุมเล็กๆเหล่านี้ส่งถึงไปยังรัฐบาลชุดนี้ว่าจะห่วงแต่เรื่องการทำนโยบายให้เป็นจริงตามเป้าหมายเพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ควรหันกลับมามองปัญหาเก่าๆเหล่านี้บ้างน่าจะดีเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นห่วงเรื่องนี่เป็นสิ่งสำคัญเพราะพวกเขาเหล่านี้คืออนาคตของชาติในวันต่อไปข้างหน้า.
เขียนโดย : นาย ธนวัฒน์ นุ่มอ่วม ตอนเรียน B1 รหัส 51122760395
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น